Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads.
๑
แนวทางการลงโทษทางวินัย
ลักษณะแห่งความผิดไม่ร้ายแรง ได้แก่ ฐานความผิดดังต่อไปนี้
1. ฐานความผิด“ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้ว...
๒
2.8 นํารถยนต์ของทางราชการไปเยี่ยมญาตินอกเวลาราชการ แต่ขับโดยประมาท
เกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหาย ภายหลังได้ซ่อมรถยนต์ ...
๓
3.12 ไม่ค่อยอยู่ปฏิบัติหน้าที่มักจะให้ผู้อื่นทําหน้าที่แทนเสมอ ทําให้เกิดการผิดพลาดในการ
ปฏิบัติงานใช้เวลาราชการ และสถาน...
๔
5. ฐานความผิด“ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความประมาทเลินเล่อ” เช่น
5.1 แบบพิมพ์สูญหายไปขณะอยู่ในความรับผิดชอบของตน (โทษภาคทั...
๕
7. ฐานความผิด“เปิดเผยความลับของทางราชการ”เช่น
7.1 เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 6 นําความลับเกี่ยวกับการพิจารณาความดีความชอ...
๖
8.11 ได้รับคําสั่งให้ไปร่วมปฏิบัติการกับคณะ แต่กลับปฏิเสธและแสดงกิริยาไม่สุภาพ
เอาแฟ้มงานมาโยนใส่โต๊ะทํางานของผู้อํานวยก...
๗
9.8 แก้ไขใบรับรองแพทย์ จากเดิมเห็นควรอยู่รักษาเป็นเวลา 1 วันแต่เป็น 4 วัน
โดยเจตนาที่จะได้มีวันลามากขึ้น (โทษลดขั้นเงินเ...
๘
10.13 เข้าศึกษาภาคสมทบโดยไม่ได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชา ตามระเบียบและใช้เวลา
ราชการไปศึกษาบางครั้งกับลาป่วย 1 วัน โดยไม่ยื...
๙
11.3 นําสุรามาดื่มบนที่ทํางาน ขาดราชการ มีอาการเมาสุรา ตลอดทั้งวัน บางครั้งก็นอน
หลับบนโต๊ะทํางาน (โทษตัดเงินเดือน10%เป็...
๑๐
12.6 พูดจาดุด่าเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้วยถ้อยคําหยาบคายเข้าไปทําร้ายและผลักอก
(โทษภาคทัณฑ์)
12.7 กล่าววาจา“...
๑๑
13.ความผิด“ไม่รักษาความสามัคคี”เช่น
13.1 ขว้างที่ทับกระดาษเข้าไปในห้องข้าราชการอื่น และห้องตัวเองเป็นเหตุให้กระจก
ประตู...
๑๒
17.4 ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายลงโทษจําคุก2ปีรอการลงโทษ
ไว้มีกําหนด1ปี(โทษตัดเงินเดือน10%เป็นเวล...
๑๓
17.21 ไม่ชําระหนี้กู้ยืมตามคําสั่งศาลถูกร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาจึงยินยอมชําระหนี้
(โทษภาคทัณฑ์)
17.22 ไม่ปฏิบัติตามค...
๑๔
17.39 ปลอมลายมือชื่อผู้บังคับบัญชารับรองการกู้เงินฉุกเฉินของตนจากสหกรณ์ (โทษตัด
เงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน)
ลักษณะแ...
๑๕
1.18 นําเงินฌาปนกิจสงเคราะห์และเงินเดือนเจ้าหน้าที่ไปชําระหนี้ส่วนตัวก่อนภายหลังได้
นําเงินทั้งหมดมาคืนแก่ทางราชการแล้ว...
แนวทางการลงโทษทางวินัย
แนวทางการลงโทษทางวินัย
แนวทางการลงโทษทางวินัย
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

แนวทางการลงโทษทางวินัย

4,723 views

Published on

  • Be the first to comment

แนวทางการลงโทษทางวินัย

  1. 1. ๑ แนวทางการลงโทษทางวินัย ลักษณะแห่งความผิดไม่ร้ายแรง ได้แก่ ฐานความผิดดังต่อไปนี้ 1. ฐานความผิด“ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม” เช่น 1.1 ปฏิบัติหน้าที่การเงินและบัญชี จัดทําหลักฐานการเบิกเกินกว่าจํานวนวันที่ลูกจ้าง มาปฏิบัติงานแล้วนําเงินส่วนที่เกินไปซื้อวัสดุอุปกรณ์ใช้ในราชการ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 1.2 ไม่ปฏิบัติงานตามลําดับที่ที่ลงรับไว้ในทะเบียนรับเรื่องโดยลัดคิวให้แก่บุคคลอื่น (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 1.3 เลื่อนการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่ผู้ขอเบิกออกไป 1 เดือน แล้วนําเงินจํานวน ดังกล่าว ไปซื้อวัสดุสํานักงานของราชการ ภายหลังได้นําเงินมาจ่ายให้เจ้าหน้าที่ครบถ้วนแล้ว (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 1.4 ไม่ชี้แจงข้อขัดข้องแก่ผู้มาติดต่อราชการ กรณีไม่สามารถดําเนินการได้โดยได้คืน หลักฐานและเงินที่รับไว้แก่ผู้มาติดต่อราชการ (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 2. ฐานความผิด “อาศัยหรือยินยอมให้ผู้อื่นอาศัยอํานาจหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์ ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น” เช่น 2.1 นํารถยนต์ของทางราชการไปทําธุรกิจส่วนตัวในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ กับไม่ควบคุม กํากับการนํารถยนต์เก็บเข้าที่ เป็นเหตุให้ลูกจ้างประจําตําแหน่งพนักงานขับรถยนต์ นํารถคันดังกล่าวไปทําธุรกิจ ส่วนตัว และประสบอุบัติเหตุแต่เจ้าหน้าที่ผู้นี้ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทางราชการและบุคคลภายนอกแล้ว (โทษภาคทัณฑ์) 2.2 นําเงินส่วนตัวของตนเอง และพรรคพวกให้ข้าราชการ และลูกจ้างกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ย และอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่เบิกจ่ายเงินเดือนหักเงินกู้จากเงินเดือนของผู้กู้ในแต่ละเดือนทั้งที่มิได้มีการมอบฉันทะ ให้รับเงินแต่อย่างใด (โทษภาคทัณฑ์) 2.3 นํารถยนต์บรรทุกเล็กของทางราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว โดยขับไปเยี่ยมครอบครัว ในวันศุกร์แล้วขับกลับในวันอาทิตย์เป็นประจํา (โทษภาคทัณฑ์) 2.4 ใช้โทรสารของทางราชการเวียนจดหมายของบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วยสิ่งพิมพ์ อันมีลักษณะเป็นธุรกิจส่วนตัว (โทษตัดเงินเดือน5%เป็นเวลา2เดือน) 2.5 ละทิ้งหน้าที่ราชการไป 1 วัน อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ควบคุมดูแลสมุดบัญชีการ ลงเวลามาปฏิบัติราชการ ทําการลงลายมือชื่อมาปฏิบัติราชการในวันดังกล่าว (โทษภาคทัณฑ์) 2.6 ได้ใช้หรือมีส่วนรู้เห็นให้ลูกจ้างชั่วคราว ตําแหน่งคนงานไปรดน้ําพรวนดินที่บ้านพักของตน เป็นครั้งคราว (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 1 เดือน) 2.7 สั่งซื้อสินค้าในนามของทางราชการ เพื่อใช้เป็นการส่วนตัวเมื่อไม่ชําระหนี้ ทําให้เจ้าหนี้ ทวงหนี้มายังส่วนราชการ ภายหลังเจ้าหน้าที่ผู้นี้ได้ยินยอมรับสภาพหนี้และชดใช้หนี้บางส่วนให้แก่บริษัทฯ ดังกล่าว แล้ว (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น)
  2. ๒ 2.8 นํารถยนต์ของทางราชการไปเยี่ยมญาตินอกเวลาราชการ แต่ขับโดยประมาท เกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหาย ภายหลังได้ซ่อมรถยนต์ จนใช้งานได้ดีดังเดิมแล้ว (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 3. ฐานความผิด “ไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ” เช่น 3.1 ไม่ควบคุมดูแลตรวจสอบแบบพิมพ์ว่ามีอยู่ครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เป็นเหตุให้แบบพิมพ์ สูญหายไป 1 ฉบับ โดยไม่ทราบสาเหตุ (โทษภาคทัณฑ์) 3.2 เจ้าหน้าที่หัวหน้าหน่วยพัสดุไม่ควบคุมดูแลการจัดทําและจัดส่งหนังสือแจ้งความ ประกวดราคาการจัดซื้อไปยังสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ส่งหนังสือแจ้งความไปยังสถานีวิทยุหลังจาก ได้มีการยื่นซองประกวดราคาแล้ว ทําให้ไม่มีการประกาศทางสถานีวิทยุ (โทษภาคทัณฑ์) 3.3 ผู้บังคับบัญชาลงนามอนุมัติการลาของลูกจ้างไม่ถูกต้อง โดยดําเนินการเกี่ยวกับใบลา เพียง 2 ฉบับจากใบลาที่ยื่น 7 ฉบับของลูกจ้างดังกล่าว และปล่อยปละละเลยให้รับเงินค่าจ้างในวันที่ไม่ได้มา ปฏิบัติงานตามปกติ อีกทั้งอนุมัติให้ลาออกโดยไม่ได้ดําเนินการทางวินัยกรณีไม่มาปฏิบัติราชการแต่อย่างใด (โทษภาคทัณฑ์) 3.4 ไม่ระมัดระวังทําให้แบบพิมพ์สูญหายไป จํานวน 90 ฉบับ (โทษภาคทัณฑ์) 3.5 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และหาก ผู้รับผิดทางแพ่งได้นําสํานวน ซึ่งทําการสอบสวนเสร็จแล้ว ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2532 เก็บไว้ในตู้เอกสาร เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแต่หลงลืม จนเวลาล่วงเลยถึงเดือนมีนาคม 2533 จึงนําออกมาเสนอผู้สั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวน (โทษภาคทัณฑ์) 3.6 ได้สั่งราชการทางโทรศัพท์เพื่อให้ผู้มาติดต่อกลับบ้านได้ (โทษภาคทัณฑ์) 3.7 ทําต้นขั้วใบเสร็จรับเงินสูญหาย แต่ปรากฏว่าไม่มีการนําเอกสารที่สูญหายไปใช้ในทาง มิชอบแต่อย่างใด (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 1 เดือน) 3.8 ไม่ส่งรถเข้าซ่อมให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี และเสียค่าซ่อมน้อยแต่ฝืนนํารถออกไปใช้งาน จนกระทั่งรถอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะใช้งานได้ต่อไป จึงนํามาซ่อมทําให้ค่าซ่อมสูงขึ้น (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 1 เดือน) 3.9 ไม่ทํารายงานอัตรากําลังของข้าราชการส่วนต่างๆ ให้กรมทราบ เมื่อผู้บังคับบัญชา เร่งรัดก็บอกว่าได้จัดส่งไปแล้ว แต่มากรมฯ เตือน ก็เก็บหนังสือเตือนไว้ไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จนกระทั่ง จัดทํารายงาน งวดที่ 2 เสร็จ ได้แก้ไขตัวเลขเป็นรายงานงวดที่ 1 ก่อนส่งกรมฯ เพื่อดําเนินการต่อไป (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 3.10 ไม่ตรวจนับจํานวนและหมายเลขแบบพิมพ์ อีกทั้งไม่นําเก็บในตู้เอกสารทันทีที่ได้รับ ทําให้แบบพิมพ์สูญหาย (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน ) 3.11 มอบให้ลูกจ้างชั่วคราวไปถอนเงิน เพื่อใช้ในราชการเพียงลําพังคนเดียว เป็นเหตุให้ ลูกจ้างชั่วคราวทุจริตยักยอกเงินไปจํานวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังไม่ได้ทําบันทึกรายการรับจ่ายเงิน ซึ่งเป็นงานในหน้าที่ ทําให้ไม่สามารถทราบได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจนกระทั่ง สตง.ตรวจพบ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน)
  3. ๓ 3.12 ไม่ค่อยอยู่ปฏิบัติหน้าที่มักจะให้ผู้อื่นทําหน้าที่แทนเสมอ ทําให้เกิดการผิดพลาดในการ ปฏิบัติงานใช้เวลาราชการ และสถานที่ราชการประกอบธุรกิจส่วนตัว ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนหลายครั้ง แล้วแต่ไม่เชื่อฟัง (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน) 3.13 ได้รับคําสั่งแต่งตั้งให้ย้ายไปดํารงตําแหน่งใหม่ แต่ไม่ส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ ผู้มารับหน้าที่ใหม่หลีกเลี่ยงไม่ส่งมอบงานในหน้าที่ภายในระยะเวลาอันสมควร (โทษตัดเงินเดือน10% เป็นเวลา4 เดือน) 3.14 มีงานค้างอยู่ในความรับผิดชอบจํานวน 35 เรื่องผู้บังคับบัญชาให้สะสางงานค้าง ภายใน 2 เดือนระยะเวลาล่วงเลยไป 4 เดือนยังมีงานค้างอยู่อีก 23 เรื่อง นอกจากนี้ ในการขอลาป่วยไม่เสนอ หรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนหรือในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 4. ฐานความผิด“ไม่อุตสาหะและไม่เอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ”เช่น 4.1 เจ้าหน้าที่พัสดุ ไม่จ่ายน้ํามันโดยไม่ได้จดเลขมิเตอร์ไว้เป็นหลักฐาน เป็นเหตุให้น้ํามัน สูญหายไปวันเดียว 470.8 ลิตร โดยไม่ปรากฏมีผู้นําน้ํามันไปหรือจ่ายน้ํามันเกินบัญชี (โทษภาคทัณฑ์) 4.2 ปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ จํานวนตรวจสอบภาษีอากรให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี นับแต่วันออกหมายเรียก โดยไม่แสดงเหตุผล เพื่อขออนุมัติผู้บังคับบัญชาขยายเวลาตามระเบียบ (โทษภาคทัณฑ์) 4.3 มีหน้าที่ในการเก็บเงินแต่ไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา อย่างใกล้ชิด เป็นเหตุให้ยักยอกเงินค่าสาธารณูปโภคไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว จํานวน 47,754 บาท (โทษภาคทัณฑ์) 4.4 ได้รับเอกสารสัญญารับสภาพหนี้ของผู้ต้องรับผิดทางแพ่งมาดําเนินการต่อแต่ไม่รีบ ดําเนินการกลับมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ระดับรองลงไปดําเนินการแทนจนกระทั่งบุคคลทั้งสองพ้นจากตําแหน่งไป ก็ยังไม่มีการบังคับผู้ต้องรับผิด ตามสัญญารับสภาพหนี้ชําระหนี้แต่อย่างใด (โทษภาคทัณฑ์) 4.5 ร่วมกันลงลายมือชื่อในวันตรวจการจ้างซ่อมแซมบ้านพักสองหลังว่าผู้รับจ้างทําการ ซ่อมถูกต้องแล้ว แต่ปรากฏว่าการซ่อมแซมไม่ถูกต้องตามสัญญา 21 รายการ เป็นเหตุให้ราชการได้รับความ เสียหาย (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 1 เดือน) 4.6 ลงชื่อในใบเสร็จรับเงินไว้ล่วงหน้า เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่นําไปใช้ประกอบการทุจริตแล้ว เบียดบังเอาเงินของทางราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 4.7 ได้ร่วมกันตรวจรับงานจ้างไม่เป็นไปตามแบบแปลนที่ระบุไว้ในสัญญา และราชการ ได้รับความเสียหายภายหลังผู้รับเหมาได้ชดใช้เงินค่าเสียหายคืนให้แก่ทางราชการแล้ว (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 4.8 ได้นําแบบพิมพ์บางส่วนไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านพักโดยพละการ และปล่อยปละละเลยให้ ถูกปลวกกัดกินเสียหายและไม่รายงานผู้บังคับบัญชา เพื่อสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแบบพิมพ์เพื่อทําลาย เอกสารกลับใช้ให้ผู้อื่นเผาแบบพิมพ์ที่ชํารุดดังกล่าวเมื่อเผาแล้วก็ไม่รายงานผู้บังคับบัญชา (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 3 เดือน) 4.9 รับผิดชอบในการขยายเวลาเบิกจ่ายเงินงบประมาณค่าก่อสร้างแต่ได้ดําเนินการ ขอขยายเวลาเบิกเงินงบประมาณไม่ทันกําหนดเวลาเป็นเหตุให้ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างได้ (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น)
  4. ๔ 5. ฐานความผิด“ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความประมาทเลินเล่อ” เช่น 5.1 แบบพิมพ์สูญหายไปขณะอยู่ในความรับผิดชอบของตน (โทษภาคทัณฑ์) 5.2 มีหน้าที่เก็บรักษาเงินค่าผ่อนส่งรถจักรยานยนต์ และนําเงินส่งคลังจังหวัด แต่ได้มอบหมายให้ลูกจ้างประจํานําเงินที่เก็บรักษาไว้ส่งคลังจังหวัดแทน ปรากฏว่าลูกจ้างคนดังกล่าว ได้ถือโอกาส ยักยอกเงินแล้วหลบหนี้ไป แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ผู้นี้ได้หาเงินมาส่งใช้คืนครบถ้วนแล้ว (โทษภาคทัณฑ์) 5.3 ขับรถยนต์ของทางราชการ แซงหน้ารถคันอื่นแต่ไม่พ้น เป็นเหตุให้ชนกับรถที่วิ่งสวนมา ได้รับความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ แต่มาได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่คู่กรณี และซ่อมรถยนต์ของทางราชการใช้การได้ ตามปกติแล้ว (โทษภาคทัณฑ์) 5.4 เจ้าหน้าที่พิมพ์ดีดทําสํานวนที่ส่งมาพิมพ์หายในการส่งมอบไม่ปรากฏหลักฐาน การรับส่งต่อมาสํานวนนั้นหาไม่พบ แต่กรณียังไม่เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง เนื่องจากสํานวนในคดีที่หา ไม่พบนั้นถึงที่สุดแล้ว (โทษภาคทัณฑ์) 5.5 ขับรถยนต์ของทางราชการไปปฏิบัติราชการเกิดอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุกสิบล้อสอง คันซึ่งวิ่งสวนมาในลักษณะจะแซงกัน ทําให้รถยนต์ของทางราชการได้รับความเสียหายและเจ้าหน้าที่ได้ชดใช้ ค่าเสียหายให้แก่ราชการแล้ว (โทษภาคทัณฑ์) 5.6 ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่เวรประจําสํานักงานได้อ่านหนังสือนอกมุ้งและจุดยากันยุงไว้ เมื่อเข้านอนลืมดับยากันยุงเป็นเหตุให้ไฟลุกไหม้มุ้งและที่นอนทั้งหมดและไหม้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย เล็กน้อย (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 6. ฐานความผิด“ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมายระเบียบของทางราชการตามมติ คณะรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาล”เช่น 6.1 นําเงินส่งเกินกําหนดเวลา (มีการกระทําผิดวินัยเป็นจํานวนมากระดับโทษจะพิจารณา เป็นรายๆไป) 6.2 แต่งตั้งข้าราชการระดับ 1 เป็นประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ซึ่งไม่เป็นไป ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ กําหนดให้ประธานฯ เป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป (โทษภาคทัณฑ์) 6.3 ได้ขออนุมัติทําการจ้างเหมาก่อสร้างแล้วให้ผู้ที่เสนอราคาได้ทํางานล่วงหน้าก่อนทํา สัญญาจ้างเหมา ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 (โทษภาคทัณฑ์) 6.4 ระเบียบกําหนดให้ดําเนินการแล้วเสร็จ ภายใน 45 วัน แต่ดําเนินการใช้เวลานานถึง 14 เดือน ก่อนหน้านั้นผู้บังคับบัญชาเรียกมาว่ากล่าวตักเตือนก็ยังเพิกเฉย (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2เดือน) 6.5 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเก็บรักษาเงินกลับมอบกุญแจ และดวงตราประจําครั่งไว้กับ เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทุจริตเงินค่าธรรมเนียมไป เป็นเงิน 21,115 บาท (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน) 6.6 ลงรับในบัญชีผิดพลาดเงินขาดบัญชีไป 45 บาท และไม่บันทึกรายการรับเงินในบัญชี เงินสดด้วยเมื่อ สตง. มาตรวจพบจึงไม่นําเงินลงบัญชี (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน)
  5. ๕ 7. ฐานความผิด“เปิดเผยความลับของทางราชการ”เช่น 7.1 เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 6 นําความลับเกี่ยวกับการพิจารณาความดีความชอบพิเศษ 2 ขั้น ไปเปิดเผยก่อนที่จะมีคําสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนประจําปี (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 7.2 ได้รับคําสั่งให้ทําการตรวจค้น แล้วนําเรื่องการตรวจค้นไปแจ้งให้ผู้ที่จะถูกตรวจค้น ทราบล่วงหน้า ทําให้การตรวจค้นไม่เป็นผลเท่าที่ควร (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 6 เดือน) 8. ฐานความผิด“ขัดคําสั่งผู้บังคับบัญชา”เช่น 8.1 มีหน้าที่อยู่เวรรักษาสถานที่ราชการ เข้ามารับเวรล่าช้าเป็นเหตุให้ไม่มีผู้เชิญธงชาติลง จากยอกเสา (โทษภาคทัณฑ์) 8.2 นักวิชาการได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินประจําวัน แต่ไม่ตรวจสอบหลักฐานการรับเงินกับรายการในสมุดเงินสดว่าตรงกันหรือไม่ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่การเงินและ บัญชี นําค่าเปรียบเทียบปรับไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว (โทษภาคทัณฑ์) 8.3 ไม่ได้มาอยู่เวรในสํานักงาน เนื่องจากไปหามารดาซึ่งป่วยหนักและไม่สามารถกลับมา อยู่เวรได้ทัน และไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เพื่อสั่งการให้ผู้อื่นมาอยู่เวรแทนแต่อย่างใด (โทษภาคทัณฑ์) 8.4 เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีไม่ดําเนินการให้กับผู้มาติดต่อให้แล้วเสร็จภายใน กําหนดเวลาหนึ่งชั่วโมง โดยไม่มีเหตุผลอันควรทั้งที่ทราบว่าผู้บังคับบัญชาสั่งการเรื่องการเสียภาษีประจําปีให้แล้ว เสร็จ ภายในหนึ่งชั่วโมง (โทษภาคทัณฑ์) 8.5 ไม่ยอมเข้าพบผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งการด้วยวาจาเพื่อจะสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ราชการ แต่กรณียังไม่ถึงกับเกิดความเสียหายแก่ราชการ (โทษภาคทัณฑ์) 8.6 ได้รับคําสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าของเรื่อง และเป็นเลขานุการคณะทํางาน แต่ได้ทํา บันทึกข้อความถึงผู้บังคับบัญชา อ้างว่าไม่สันทัดที่จะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวขอให้มอบหมายงานแก่ผู้อื่นแทน และ ปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว (โทษภาคทัณฑ์) 8.7 มีหน้าที่อยู่เวรและเป็นหัวหน้าเวรตั่งแต่เวลา08.30–16.30น.แต่มาอยู่เวรเมื่อเวลา 13.30 น. โดยอ้างว่าลืมนอกจากนี้ได้แก้ไขบันทึกสมุดตรวจเวร โดยความยินยอมของผู้ตรวจเวรจากข้อความ “ไม่พบหัวหน้าเวรเนื่องจากยังมาไม่ถึง”เป็นว่า“ตรวจเวรแล้วเหตุการณ์ทั่วไปปกติ” (โทษภาคทัณฑ์) 8.8 ขณะทําหน้าที่เวรได้ชักชวนเพื่อน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมานั่งดื่มสุราในบริเวณ สํานักงานเมื่อผู้บังคับบัญชาห้ามปรามให้เลิกกระทําดังกล่าวและแสดงกิริยาวาจาไม่พอใจผู้บังคับบัญชา (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 8.9 เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 6 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างานธุรการไม่รายงานเรื่องที่ ลูกจ้างประจํากระทําผิดวินัย ตามคําสั่งผู้บังคับบัญชาจนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึง 2 ปีเศษ (โทษตัดเงินเดือน10% เป็นเวลา 2 เดือน) 8.10 บุคลากร 6 ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบรรจุแต่งตั้ง ถ่ายเอกสารสมุดประวัติของ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดมาเก็บไว้ 1 ชุด ทั้งที่ได้มีคําสั่งห้ามมิให้ถ่ายเอกสารดังกล่าวอย่างเด็ดขาด (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน)
  6. ๖ 8.11 ได้รับคําสั่งให้ไปร่วมปฏิบัติการกับคณะ แต่กลับปฏิเสธและแสดงกิริยาไม่สุภาพ เอาแฟ้มงานมาโยนใส่โต๊ะทํางานของผู้อํานวยการต่อหน้าผู้ร่วมงานอื่นพร้อมกับพูดว่า“เอาคืนไปไม่ทํา”แล้วเดิน ออกจากห้องไป (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 8.12 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบสภาพบ้านเช่า แล้วไม่ได้ไปตรวจสภาพบ้านเช่าจริง แต่ลงนามในรายงานการตรวจว่าอนุญาตให้เช่าได้ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 8.13 นิติกร 4 ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งกรมฯ ซึ่งสั่งให้กรอกแบบแสดงผลงานตามแบบ ประจําเดือน โดยอ้างว่าลืม (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 8.14 ไม่ไปร่วมประชุมตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายโดยอ้างว่าท้องเสีย นอกจากนี้ไม่ สามารถปฏิบัติงานได้ตามปริมาณที่กําหนดทําให้งานคั่งค้างจํานวนมาก จนผู้บังคับบัญชาต้องมอบหมายให้ผู้อื่น ปฏิบัติแทน (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน) 8.15 รับจ้างทําบัญชีให้ร้านค้า แต่การกระทําไม่ก่อให้เกิดการเลี่ยงการเสียภาษีแต่อย่างใด (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 9. ฐานความผิด“รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา”เช่น 9.1 เจ้าหน้าที่ระบบงานคอมพิวเตอร์ได้รับอนุญาตให้ลาไปต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน - 8 พฤษภาคม 2540 แต่ออกเดินทางไปต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2540 โดยลาพักผ่อนและ ลาป่วย ซึ่งปรากฏว่าไม่ได้ป่วยจริง แต่ลาเพื่อมิให้ขาดราชการและการไปต่างประเทศในช่วงดังกล่าว มิได้ขออนุญาต แต่อย่างใด (โทษภาคทัณฑ์) 9.2 รายงานผู้บังคับบัญชาว่านํารถจักรยานยนต์ออกปฏิบัติหน้าที่ราชการแล้ว รถจักรยานยนต์สูญหายไป ผลการสืบสวนข้อเท็จจริงปรากฏว่าได้ขับออกไปรับประทานอาหารและทําธุระส่วนตัว แต่ภายหลังได้ซื้อรถจักรยานยนต์คันใหม่มาชดใช้คืนแก่ทางราชการแล้ว (โทษภาคทัณฑ์) 9.3 ได้ยื่นใบลาต่อผู้บังคับบัญชาในรอบปีงบประมาณจํานวน 31 ครั้ง รวม 69 วัน เนื่องจากมีภาระดูแลบุตรที่ยังเล็กอยู่ระหว่างการศึกษา 3 คนกับยายอายุ 90 ปี เมื่อบุตรป่วยจึงต้องคอยดูแล และ บางวันไม่มีเงินไปทํางานต้องยื่นใบลาป่วยเป็นเท็จ (โทษภาคทัณฑ์) 9.4 ได้เสนอเอกสารประกาศ และสอบคัดเลือกอันเป็นเท็จต่อผู้บังคับบัญชา โดยแสดงว่า ตนเป็นผู้ผ่านการสอบคัดเลือก เพื่อประกอบการประเมินให้ดํารงตําแหน่งสูงขึ้น(โทษตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา2 เดือน) 9.5 รับอยู่เวรรักษาการแทนผู้อื่นได้ลงชื่อรับเวรเวลา16.30 น. ครั้นเวลา 17.00 น . ได้หายไปโดยไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่แล้วรายงานผู้บังคับบัญชาว่าท้องเดินแต่วันรุ่งขึ้นบันทึกชี้แจงหัวหน้าเวร ว่าไม่มีเงินรับประทานอาหารตั้งแต่กลางวันตอนเย็นจึงกลับบ้าน (โทษภาคทัณฑ์) 9.6 เจ้าหน้าที่สองคนได้รับอนุมัติให้เดินทางไปราชการ เพื่อรับรถยนต์และขนครุภัณฑ์ หลายรายการบุคคลทั้งสองไม่ได้เดินทางไปและกลับด้วยกันแต่ได้ทําเรื่องขอเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ และกลับพร้อมกัน เป็นเหตุให้การจัดทําเอกสารการเดินทางครั้งนี้ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 3 เดือน) 9.7 รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา โดยปลอมแปลงใบรับรองแพทย์จากสมควรได้รับการ พักผ่อน 2 วัน แต่เป็น 12 วัน (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน)
  7. ๗ 9.8 แก้ไขใบรับรองแพทย์ จากเดิมเห็นควรอยู่รักษาเป็นเวลา 1 วันแต่เป็น 4 วัน โดยเจตนาที่จะได้มีวันลามากขึ้น (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 9.9 มีหน้าที่เข้าตรวจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เวรรักษาการณ์กลางคืนได้บันทึก รายงานว่าเหตุการณ์ทั่วไปปกติ ทั้งที่ทราบว่าเจ้าหน้าที่เวรถูกเจ้าหน้าที่ตํารวจจับกุมในข้อหาลักลอบเล่นการพนัน ต่อมามีบัตรสนเท่ห์เรื่องดังกล่าว ก็รายงานข้อกล่าวหาตามบัตรสนเท่ห์ไม่มีมูลความจริง อันเป็นการปกปิดความผิด ของผู้ใต้บังคับบัญชาและรายงานเท็จ (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 9.10 รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาว่าส่งหมายเรียกแล้วต่อมาได้บรรเทาผลร้าย ให้ผู้ถูกหมายเรียกและเรียกมาพบภายในกําหนดเวลา (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น ) 9.11 สมมุติข้อเท็จจริง และพยานบุคคล โดยไม่ได้ออกไปสืบเสาะหรือสอบปากคําแต่อย่างใด แต่ข้อเท็จจริงในส่วนที่เป็นรายงานเท็จนั้น ไม่ใช่สาระสําคัญ (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 10.ฐานความผิด“ไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ”เช่น 10.1 ไม่ส่งมอบบ้านพักตามระเบียบ (โทษภาคทัณฑ์) 10.2 ไม่เดินทางไปรายงานตัวช่วยราชการภายในกําหนดเวลา และไม่รายงาน ผู้บังคับบัญชาทราบถึงสาเหตุที่ไม่สามารถเดินทางได้ภายในกําหนดเวลา (โทษภาคทัณฑ์) 10.3 ไม่ส่งใบลาตามระเบียบว่าด้วยการลาแต่จัดส่งใบลาในวันที่ผู้บังคับบัญชาเรียกมา สอบถาม และผู้บังคับบัญชามิได้อนุญาตการลา (โทษภาคทัณฑ์) 10.4 ไม่ลงชื่อและเวลามาปฏิบัติราชการรวม 5 วัน และไม่ลงเวลากลับรวม 13 วัน (โทษภาคทัณฑ์) 10.5 ขาดราชการโดยอ้างว่าป่วย โดยไม่มีใบรับรองแพทย์ประกอบการลาตามระเบียบ (โทษภาคทัณฑ์) 10.6 ถูกฟ้องเป็นจําเลยในคดีล้มละลายและถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว แต่ไม่รายงาน การถูกฟ้องคดีให้ผู้บังคับบัญชาตามลําดับชั้นทราบ (โทษภาคทัณฑ์) 10.7 หลักจากลาสิกขาบท แล้วไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ถึงเหตุที่ไม่อาจ กลับมาปฏิบัติราชการได้ในเวลาอันสมควร (โทษภาคทัณฑ์) 10.8 ใช้สิทธิ์เบิกค่าเช่าบ้านแต่เข้าพักอาศัยเพียง 6 เดือน หลังจากนั้นได้ย้ายออกไป เช่าบ้านใหม่ แต่ยังใช้หลักฐานการเช่าบ้านเดิม และไม่แจ้งต้นสังกัดทราบ (โทษภาคทัณฑ์) 10.9 ถ่ายรูประดับเหรียญติดลงใน ก.พ.7 โดยยังไม่ได้รับพระราชทานเหรียญ (โทษภาคทัณฑ์) 10.10 ไม่ยื่นใบลาป่วยในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ (โทษภาคทัณฑ์) 10.11 ไม่รายงานการถูกจับกุมดําเนินคดีข้อหาลักลอบเล่นการพนันให้ผู้บังคับบัญชาทราบ (โทษภาคทัณฑ์) 10.12 ลงชื่อในสมุดลงเวลาปฏิบัติราชการแทนเพื่อนซึ่งไม่ได้มาปฏิบัติราชการ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน)
  8. ๘ 10.13 เข้าศึกษาภาคสมทบโดยไม่ได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชา ตามระเบียบและใช้เวลา ราชการไปศึกษาบางครั้งกับลาป่วย 1 วัน โดยไม่ยื่นใบลาป่วยตามระเบียบว่าด้วยการลา (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 1 เดือน) 10.14 ไม่ยื่นใบลาในทันทีแต่จัดส่งใบลาพร้อมใบรับรองแพทย์ เมื่อผู้บังคับบัญชาทวงถาม (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 1 เดือน) 10.15 ให้เพื่อนปลอมลายมือชื่อของตนในสมุดลงเวลา เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเข้าใจว่ามา ทํางาน (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 1 เดือน) 10.16 ไม่ยื่นใบลาป่วยในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ และผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตการลา เพราะเห็นว่าเป็นการลาเท็จ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 10.17 ไม่ขออนุญาตผู้บังคับบัญชา เมื่อออกนอกเขตจังหวัด และหยุดราชการ เมื่อลาป่วย แต่ไม่ส่งใบลาทั้งที่สามารถกระทําได้ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 10.18 มาปฏิบัติหน้าที่ราชการแต่ไม่ได้ลงชื่อ และเวลามาปฏิบัติราชการ ด้วยตนเองกลับใช้ ให้ผู้อื่นลงชื่อ และเวลาปฏิบัติราชการแทน (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 10.19 ลงลายมือชื่อโดยไม่มีอํานาจ และเป็นผู้กําหนด และลงเลขออกหนังสือวันเดือนปี ออกหนังสือเอง โดยไม่ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 10.20 ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านพัก โดยไม่ได้พักอาศัยอยู่บ้านเช่าหลังดังกล่าว เป็นเวลา 5 เดือน หลังจากทักท้วง จึงได้คืนเงินค่าเช่าบ้านให้แก่ทางราชการ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 10.21 ยื่นใบลาแต่ไม่ได้แนบใบรับรองแพทย์มายืนยันการลาป่วยผู้บังคับบัญชา จึงไม่อนุญาตการลา (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 10.22 เบิกเงินค่าช่วยเหลือบุตร และค่ารักษาพยาบาลบุตร จํานวน 2 คน หลังจากยกบุตร ให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่น เนื่องจากไม่ทราบหลักเกณฑ์ต่อมาได้นําเงินที่เบิกไปทั้งหมดส่งคืนกองคลัง (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 3 เดือน) 10.23 ไม่มาปฏิบัติงานแต่ขอให้บุคคลอื่นลงชื่อแทน รวม 5 ครั้ง (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 3 เดือน) 10.24 มาปฏิบัติราชการแต่ไม่ลงชื่อในสมุดลงเวลา รวม 6 วัน ละทิ้งหน้าที่ราชการ 4 วัน โดยไม่ยื่นใบลากลั่นแกล้งให้ครอบครัวผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน) 10.25 ขาดราชการโดยไม่ได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบถึงสาเหตุจําเป็นที่มาปฏิบัติราชการ ไม่ได้ (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 10.26 ใช้โทรศัพท์ทางไกลโดยไม่ได้รับอนุญาตรวม 29 ครั้ง (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 11.ฐานความผิด“ละทิ้งหน้าที่ราชการ”เช่น 11.1 ละทิ้งเวรรักษาการณ์ออกไปรับประทานอาหาร โดยไม่ได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชา กลับมานั่งคุยกับเพื่อนจนกระทั่งเลิกงาน (โทษภาคทัณฑ์) 11.2 ละทิ้งหน้าที่ราชการไป 5 วัน เพื่อออกติดตามลูกหนี้ที่ตนค้ําประกัน (โทษภาคทัณฑ์)
  9. ๙ 11.3 นําสุรามาดื่มบนที่ทํางาน ขาดราชการ มีอาการเมาสุรา ตลอดทั้งวัน บางครั้งก็นอน หลับบนโต๊ะทํางาน (โทษตัดเงินเดือน10%เป็นเวลา2เดือน) 11.4 ลงชื่อปฏิบัติราชการ และละทิ้งหน้าที่ราชการ ออกไปทําธุระโดยไม่ได้ขออนุญาต ผู้บังคับบัญชา (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 11.5 ใช้เวลาในการเดินทางไปรายงานตัวนานเกินสมควร (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 11.6 มาปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่สม่ําเสมอ ละทิ้งหน้าที่ราชการไปข้างนอกนานๆ เป็นประจําผู้บังคับบัญชาตักเตือนแล้ว ก็ไม่ดีขึ้นเข้าไปในสถานที่อันไม่สมควร และคบชายไม่เลือกหน้า (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 11.7เ ข้าปฏิบัติหน้าที่อยู่เวรล่าช้า ในสภาพมึนเมาสุรา และลงเวลาเข้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ตรง กับความจริง (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 11.8 เบียดบังเวลาราชการไปทําธุระส่วนตัว และไม่ดําเนินการกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ซึ่งกระทําผิด (โทษตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 2 เดือน) 11.9 ไม่รีบกลับมารายงานตัวปฏิบัติหน้าที่ราชการ เมื่อครบกําหนดการลาศึกษาต่อ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 11.10 ไม่จัดส่งใบลาและไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา กลับเพิกเฉยไม่ยอมชี้แจง ข้อเท็จจริงให้ผู้บังคับบัญชาทราบ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน) 11.11 มาทํางานสายและกลับก่อนเวลา ละทิ้งหน้าที่ราชการ รวม 7 วัน ไม่ได้ยื่นใบลาป่วย ในวันแรกที่มาปฏิบัติหน้าที่ราชการ กับลงชื่อในสมุดมาปฏิบัติราชการย้อนหลัง ในวันที่ขาดราชการ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน) 11.12 หน้าที่เข้าเวรแต่ออกไปทําธุระส่วนตัว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เมื่อเกิดเพลิงไหม้ทําให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหายเล็กน้อย (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน) 11.13 ละทิ้งหน้าที่ราชการขับรถยนต์ส่วนกลาง ออกไปบ้านพักโดยไม่ขออนุญาตผู้มีอํานาจ และได้ขับรถยนต์ชนเสาไฟฟ้าต่อมาได้ใช้ค่าเสียหายแก่ทางราชการ (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น ) 11.14 ลาศึกษาต่อแต่ถูกจําหน่ายชื่อออกจากทะเบียนนักศึกษา และไม่มารายงานตัว เข้าปฏิบัติราชการในวันที่รู้ว่าหมดหน้าที่จะเป็นนักศึกษา (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 12.ฐานความผิด“ไม่สุภาพเรียบร้อย”เช่น 12.1 พูดจาท้าทายและด่าว่าด้วยถ้อยคําหยาบคาย และเดินด่าทั้งภายในและภายนอก สํานักงาน (โทษภาคทัณฑ์) 12.2 กล่าวหาและตําหนิผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ด้วยถ้อยคําไม่สุภาพ (โทษภาคทัณฑ์) 12.3 ทําร้ายเพื่อนข้าราชการได้รับบาดเจ็บ (โทษภาคทัณฑ์) 12.4 เกิดโทสะท้าทายลูกจ้างประจํา ออกไปชกต่อยข้างนอกสํานักงาน (โทษภาคทัณฑ์) 12.5 ชกต่อยเจ้าหน้าที่พิมพ์ดีดได้รับบาดเจ็บ (โทษภาคทัณฑ์)
  10. ๑๐ 12.6 พูดจาดุด่าเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้วยถ้อยคําหยาบคายเข้าไปทําร้ายและผลักอก (โทษภาคทัณฑ์) 12.7 กล่าววาจา“ทําไมต้องมาแสลนเรื่องของกูคนอย่างมึงอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่” (โทษภาคทัณฑ์) 12.8 ตบหัวหน้าฝ่ายซึ่งทําหนังสือว่ากล่าวตักเตือนเรื่องการทํางานไม่เรียบร้อย (โทษภาคทัณฑ์) 12.9 ใช้วาจาไม่สุภาพเรียบร้อย และแสดงกิริยาก้าวร้าวต่อผู้บังคับบัญชา (โทษตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 2 เดือน) 12.10 ดุด่าข้าราชการอื่น ด้วยถ้อยคําอันหยาบคายเป็นประจํา แสดงกิริยามารยาท ไม่เรียบร้อย ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานบ่อยครั้ง ถึงขั้นจะทําร้ายร่างกายข้าราชการที่เป็นสตรี (โทษตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 2 เดือน) 12.11 ชกต่อยหัวหน้าฝ่ายบริหาร เนื่องจากไม่พอใจที่เรียกให้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมประกอบ เรื่องยืมเงินทดรอง (โทษตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 2 เดือน) 12.12 ไม่แสดงความเคารพยําเกรง และให้เกียรติผู้บังคับบัญชา ขณะเดินตรวจดูความ เรียบร้อยในการปฏิบัติงาน และพูดจากระทบกระเทียบ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 12.13 เคาะประตูห้องผู้บังคับบัญชาจนโชคอัพประตูหลุดและเข้าไปในห้องประชุมเล็กใช้มือ สองข้างจับไหล่ข้าราชการหญิงเขย่าอย่างแรงพร้อมกับพูดว่า“กูจะเอามึงทําเมีย” (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน ) 12.14 เสพสุรามึนเมาพูดจาดูหมิ่นท้าทายผู้บังคับบัญชาต่อหน้าราชการ และประชาชน (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 12.15 แสดงอารมณ์โกรธขู่อาฆาตผู้บังคับบัญชาและเหวี่ยงใบลาออกลงบนโต๊ะ ผู้บังคับบัญชาพร้อมพูดคําว่า“ผมขอลาออกขอให้เซ็นให้ผมเดี๋ยวนี้”ต่อหน้าข้าราชการหลายคน (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 12.16 ชี้หน้าด่าเพื่อนข้าราชการด้วยความเข้าใจผิดว่าถูกกลั่นแกล้ง (โทษตัดเงินเดือน 10%เป็นเวลา 2 เดือน) 12.17 โต้เถียงกับเพื่อนข้าราชการชักอาวุธปืนออกมาทําท่าจะยิง และใช้อาวุธปืนตีไป ที่ศีรษะ จนเพื่อนข้าราชการได้รับบาดเจ็บ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน) 12.18 เสพสุราจนมีอาการมึนเมา ใช้มือจับก้นลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งเป็นสตรีกล่าววาจา ไม่สุภาพก้าวร้าว ชวนวิวาทกับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน) 12.19 เสพสุราจนมีอาการมึนเมา แสดงกิริยาไม่สุภาพเรียบร้อยต่อหน้าเพื่อนข้าราชการ และราษฎรกล่าววาจาหยาบคายผ่านเครื่องขยายเสียง นอกจากนี้ได้กล่าวถ้อยคําลวนลามข้าราชการสตรี (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 12.20 ใช้มีดปอกผลไม้ทําร้ายร่างกายข้าราชการอื่น ต่อมาสํานึกผิดจึงได้ขอโทษและคู่กรณี ไม่ติดใจเอาความแต่อย่างใด (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น)
  11. ๑๑ 13.ความผิด“ไม่รักษาความสามัคคี”เช่น 13.1 ขว้างที่ทับกระดาษเข้าไปในห้องข้าราชการอื่น และห้องตัวเองเป็นเหตุให้กระจก ประตูแตก (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 3 เดือน) 13.2 ใช้กําลังทําร้ายเพื่อนข้าราชการบริเวณแขนซ้ายเป็นรอยฟกซ้ําผู้ถูกทําร้ายไม่ได้แสดง อาการตอบโต้แต่อย่างใด (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 14.ฐานความผิด“ไม่ช่วยเหลือกันในการปฏิบัติหน้าที่”เช่น 14.1 บาดหมางโกรธเคืองกับเพื่อนข้าราชการ เป็นเหตุให้เกิดผลกระทบถึงการปฏิบัติงาน ในหน้าที่ และมีส่วนร่วมรู้เห็นในการประชุมวางแผนกับกลุ่มเดินขบวน เพื่อมิให้ตนเองต้องย้ายไปรับตําแหน่งใหม่ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 14.2 ถูกทักท้วงจากเพื่อนข้าราชการที่ปฏิบัติงานร่วมกัน จึงเกิดความไม่พอใจจนทําให้การ ประสานงานระหว่างบุคคลทั้งสองมีปัญหา เนื่องจากไม่พูดจากัน (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 3 เดือน) 15.ฐานความผิด“ไม่ต้อนรับให้ความสะดวกไม่ให้ความเป็นธรรมไม่ให้การสงเคราะห์ ดูหมิ่น เหยียดยามกดขี่หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการ” เช่น 15.1 ไม่ดําเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อ โดยละเอียดและ ไม่ให้คําแนะนําที่ชัดเจน เพียงพอ เป็นเหตุให้ผู้มาติดต่อราชการจําต้องติดต่อหลายครั้ง (โทษภาคทัณฑ์) 15.2 บ่นกับตัวเองด้วยเสียงอันดังขณะปฏิบัติหน้าที่และต่อหน้าประชาชนผู้มาติดต่อ ราชการ ซึ่งเป็นชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามว่า“ทํางานเหมือนหมูเหมือนหมาแล้วยังไม่ได้ดีอีก”(โทษภาคทัณฑ์) 15.3 เรียงลําดับผู้มาติดต่อราชการผิดพลาดผู้มาติดต่อราชการทักท้วงก็ไม่แก้ไขกลับพูดจา ท้าทาย (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 16.ฐานความผิด“กระทําหรือยอมให้ผู้อื่นกระทําการหาผลประโยชน์อันอาจทําให้เสียความ เที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตําแหน่งหน้าที่ราชการของตน” เช่น 16.1 ร่วมกับบุคคลภายนอกอีก 2 คน ออกเงินกู้โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ได้รับผลประโยชน์แล้วนํามาแบ่งกัน (โทษภาคทัณฑ์) 16.2 ได้รับเงินค่าตอบแทนครั้งละไม่เกิน 500 บาท ในการช่วยเหลือและอํานวยความ สะดวกแก่ผู้มาติดต่อทั้งๆ ที่ตนไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน) 17.ฐานความผิด“ประพฤติชั่วไม่ร้ายแรงประพฤติตนไม่สํารวม”เช่น 17.1 ให้ถ้อยคําเป็นพยานรับรองทั้งๆ ที่ไม่รู้เหตุการณ์ (โทษภาคทัณฑ์) 17.2 ไม่ชําระค่าเลี้ยงดูบุตร ตามคําสั่งศาลทั้งที่มีทรัพย์สินเพียงพอทําให้ภรรยาเดิม และบุตรได้รับความเดือนร้อน (โทษภาคทัณฑ์) 17.3 ถูกแจ้งความดําเนินคดีเกี่ยวกับเช็คแต่ภายหลังประนีประนอมยอมความกันได้ (โทษภาคทัณฑ์)
  12. ๑๒ 17.4 ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายลงโทษจําคุก2ปีรอการลงโทษ ไว้มีกําหนด1ปี(โทษตัดเงินเดือน10%เป็นเวลา2เดือน) 17.5 ดื่มสุราจนมึนเมาพูดจาดูหมิ่นเจ้าหน้าที่อื่นจึงถูกจับกุมคดีอาญาศาลลงโทษจําคุก1ปี แต่รอการลงอาญาการถูกดําเนินคดีไม่รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ(โทษตัดเงินเดือน10%เป็นเวลา3เดือน) 17.6 ไม่อยู่ในความช่วยเหลือหรือแสดงความรับผิดชอบ กรณีสุนัขซึ่งเลี้ยงไว้ในบ้านพัก เป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ และเดินทางไปต่างจังหวัด โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 3 เดือน) 17.7 ไม่นําผ้าป่าไปถวายตามกําหนดนัดหมายชาวบ้าน และวัดต้องเสียค่าใช้จ่ายในการ เตรียมการต่อมาได้นําเงินไปถวายวัด และชดใช้ค่าอาหารแล้ว (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 3 เดือน) 17.8 ใส่ความเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งไม่เป็นความจริง (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน ) 17.9 แย่งปืนโดยกอดปล้ํากันบนรถโดยสาร เป็นเหตุให้อาวุธปืนลั่นถูกผู้โดยสาร3 คน ได้รับบาดเจ็บพนักงานอัยการมีคําสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง (โทษลดขั้นเงินเดือน 2 ขั้น) 17.10 เก็บของตกได้นําไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้มีการสืบหาตัวผู้เป็นเจ้าของ (โทษลดขั้นเงินเดือน 2 ขั้น) 17.11 ดื่มสุราจนมีอาการมึนเมา ส่งเสียงดังรบกวนผู้เข้าอบรมคนอื่น ผู้บังคับบัญชาเคยว่า กล่าวตักเตือนอยู่เสมอ แต่ไม่ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น (โทษภาคทัณฑ์) 17.12 มึนเมาสุรามาปฏิบัติราชการเดือนละ 1 – 2 ครั้ง ก่อความรําคาญแก่เพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชาเคยว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่เชื่อฟัง (โทษภาคทัณฑ์) 17.13 ระหว่างอบรมได้หยิบสุราออกมาดื่มในห้องอบรม ส่งเสียงรบกวนผู้อื่น (โทษภาคทัณฑ์) 17.14 มาปฏิบัติราชการในลักษณะเมาสุราครองสติไม่อยู่ส่งเสียงดังแสดงวาจาก้าวร้าว หยาบคายต่อเพื่อนร่วมงานจนเป็นที่รําคาญ (โทษตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน) 17.15 ติดพันหญิงอื่นที่มิใช่ภรรยาโดยไม่กลับไปเยี่ยมภรรยามีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกับ ภรรยาเป็นประจํา (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 1 เดือน) 17.16 ดื่มสุราก่อนเข้ารายงานตัวมีอาการมึนเมา ยืนโงนเงน ทรงตัวไม่ค่อยอยู่ และกล่าวว่า เมาอย่างนี้ทุกวันแต่งานไม่เสีย (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 17.17 ดื่มสุรามาปฏิบัติราชการเป็นประจํา และทอดทิ้งงานไปดื่มสุราบ่อยครั้ง (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน) 17.18 ดื่มสุราและพูดสนับสนุนให้พนักงานขับรถยนต์ขับรถเร็วขึ้น ร่วมกับพนักงานขับ รถยนต์ของสํานักงบฯ ออกไปทําธุระส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 เดือน) 17.19 ดื่มสุราจนมึนเมารูดซิบกางเกงก่อนถึงห้องน้ําทําให้ข้าราชการหญิงเห็นอวัยวะเพศ (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 17.20 ไม่ชําระหนี้กู้ยืมให้บุคคลภายนอก ตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่งต่อมาพี่สาวได้ชําระหนี้ แทน (โทษภาคทัณฑ์)
  13. ๑๓ 17.21 ไม่ชําระหนี้กู้ยืมตามคําสั่งศาลถูกร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาจึงยินยอมชําระหนี้ (โทษภาคทัณฑ์) 17.22 ไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 17.23 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวจนถูกภรรยาร้องเรียน ต่อมาได้หย่าขาดกับภรรยาแล้ว (โทษภาคทัณฑ์) 17.24 มีความสัมพันธ์สนิทสนมใกล้ชิดกับข้าราชการ ซึ่งมีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนหลายครั้งก็ไม่เชื่อฟัง (โทษภาคทัณฑ์) 17.25 ไปมาหาสู่เพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นหญิงทั้งเวลากลางวันและกลางคืนในลักษณะสองต่อสอง จนกระทั่งภรรยาเกิดความหึงหวง และทะเลาะวิวาทกัน (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 1 เดือน) 17.26 ทิ้งภรรยาไปอยู่กินกับหญิงอื่นจนมีบุตร (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 17.27 จดทะเบียนสมรสซ้อน (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 17.28 อยู่กินร่วมกันฉันสามีภรรยากับชายอื่นซึ่งมีภรรยาแล้ว (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 17.29 เมื่อมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น 2 คน กลับไม่ดูแลเอาใจใส่และทําร้าย ร่างกายภรรยาตนเองจนถูกดําเนินคดี (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 17.30 ทะเลาะวิวาท ตบตีกับภรรยาชายที่ตนชอบ (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 1เดือน) 17.31 อยู่กินกันฉันสามีภรรยากับหญิงอื่นโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสเมื่อหญิงตั้งครรภ์กลับ ทอดทิ้งและให้ไปทําแท้ง(โทษตัดเงินเดือน10%เป็นเวลา3เดือน) 17.32 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นโดยแต่งงานและอยู่ร่วมกัน3–4เดือน(โทษตัด เงินเดือน3เดือน) 17.33 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นจนกระทั่งมีบุตรด้วยกันเป็นเหตุให้ภรรยา ร้องเรียนเนื่องจากไม่อุปการะเลี้ยงดูบุตรและภรรยา (โทษตัดเงินเดือน10% เป็นเวลา 4 เดือน) 17.34 จดทะเบียนสมรสซ้อนศาลพิพากษาให้ลงโทษจําคุกแต่รอลงอาญา (โทษลดขั้น เงินเดือน 1 ขั้น) 17.35 มีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายและบุตรแล้ว แต่มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับ ข้าราชการหญิงเกินปกติ และปฏิบัติต่อตนเสมอเป็นสามีภรรยาเห็นเหตุให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด (โทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น) 17.36 จับมือถือแขนหญิงสาวขณะนั่งคุยกันสองต่อสองที่ระเบียงบ้านของหญิงผู้นั้นผิดต่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นนั้น (โทษภาคทัณฑ์) 17.37 เสพสุราจนมึนเมากระทําลวนลามน้องสาวของเพื่อน โดยการจับมือโอบกอด ภายหลังยอมชดใช้ค่าเสียหาย (โทษตัดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 2 เดือน) 17.38 เมาสุราจนครองสติไม่ได้โอบกอดภรรยาผู้อื่นจนถูกขับไล่ออกจากบ้าน (โทษตัด เงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน)
  14. ๑๔ 17.39 ปลอมลายมือชื่อผู้บังคับบัญชารับรองการกู้เงินฉุกเฉินของตนจากสหกรณ์ (โทษตัด เงินเดือน 10% เป็นเวลา 4 เดือน) ลักษณะแห่งความผิดวินัยร้ายแรง ได้แก่ ฐานความผิดดังต่อไปนี้ 1. ฐานความผิด“ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ” 1.1 มีหน้าที่ทําบัญชี และรายงานต่างๆ พร้อมทําหน้าที่นําเงินรายได้แผ่นดินส่งคลังด้วย แล้วทําการยักยอกเงินรายได้แผ่นดินเป็นประโยชน์ส่วนตน (โทษไล่ออก) 1.2 ทําการยักยอกเงินค่าสาธารณูปโภคและค่าใช้สอยเป็นประโยชน์ส่วนตน (โทษไล่ออก) 1.3 จ่ายเงินคืนภาษีอากรทั้งๆ ที่มีหนี้ภาษีอากรค้าง (โทษปลดออก) 1.4 ร่วมมือกับบุคคลภายนอกปลอมใบกํากับภาษี (โทษไล่ออก) 1.5 มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก ซึ่งปลอมใบกํากับภาษีด้วยการรับรองผลการตรวจ ปฏิบัติการสอบยันหรือตรวนคืนว่าถูกต้องทั้งๆ ที่มิได้มีการประกอบกิจการจริง (โทษไล่ออก) 1.6 มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก ซึ่งปลอมใบกํากับภาษีด้วยการเป็นผู้แทนหรือพาไป พบเจ้าพนักงานประเมิน (โทษไล่ออก) 1.7 ออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้เสียภาษีแล้ว ต่อมาทําใบเสร็จรับเงินเสียโดยไม่มีการออก ใบเสร็จรับเงินฉบับใหม่แทนส่วนแบบแสดงรายการได้ส่งหน่วยเหนือบันทึกข้อมูลตามปกติ (โทษไล่ออก) 1.8 นําเงินส่งคลังเกินกําหนด 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งไม่ได้มอบเงินให้กรรมการเก็บรักษาเงิน นําไปเก็บในตู้นิรภัยของอําเภอ (โทษปลดออก) 1.9 นําเงินรายได้แผ่นดินไปหมุนใช้ (โทษไล่ออก) 1.10 รับเงินจากที่ดินอําเภอแต่ไม่ออกใบเสร็จรับเงิน (โทษปลดออก) 1.11 ไม่นําเงินส่งคลังจังหวัดในวันที่ลงรายการ เนื่องจากนําไปใช้ส่วนตัวก่อนภายหลังจึงได้ นําส่งโดยแก้วันที่ในใบนําส่ง (โทษปลดออก) 1.12 เบียดบังเงินหมวดค่าใช้สอยเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวแล้วปลอมแปลงแก้ไข เอกสารการเงินของทางราชการนอกจากนี้ได้ยักยอกเงินเดือน และค่าเช่าบ้านของราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว (โทษไล่ออก) 1.13 ไม่นําเงินฝากคลังตามระเบียบภายหลังเป็นเวลาหลายเดือนสตง.ตรวจพบจึงได้นําเงิน ฝากคลังจังหวัด (โทษปลดออก) 1.14 หักเงินค่าจ้างซึ่งจะต้องจ่ายให้แก่ผู้รับจ้างแล้วนําไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว (โทษปลดออก) 1.15 นําเอกสารซึ่งเป็นคําตอบข้อสอบคัดเลือกเพื่อเลื่อน และแต่งตั้งข้าราชการไปแจกจ่าย ให้ผู้เข้าสอบบางคนเพื่อช่วยเหลือให้สอบได้ (โทษปลดออก) 1.16 เรียกและรับเงินค่าธรรมเนียมแล้วนําไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว (โทษปลดออก) 1.17 เก็บเงินค่าผ่อนชําระตามโครงการเพื่อสวัสดิการแล้วนําไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว (โทษปลดออก)
  15. ๑๕ 1.18 นําเงินฌาปนกิจสงเคราะห์และเงินเดือนเจ้าหน้าที่ไปชําระหนี้ส่วนตัวก่อนภายหลังได้ นําเงินทั้งหมดมาคืนแก่ทางราชการแล้ว (โทษไล่ออก) 1.19 วางฎีกาเบิกจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างของข้าราชการ และลูกจ้างซ้ําซ้อนเบิกเงินเพิ่มค่า ครองชีพและเงินช่วยเหลือบุตรสูงกว่าหลักฐานแก้ไขยอดเงินและสําเนาใบเสร็จรับเงินและนําไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ต่อมาได้นําเงินมาส่งใช้คืน (โทษไล่ออก) 1.20 ออกใบเสร็จรับเงินโดยต้นฉบับและสําเนาใบเสร็จรับเงินมีรายการและจํานวนเงิน ไม่ตรงกันต่อมาได้ชดใช้คืนให้แก่ทางราชการ (โทษไล่ออก) 1.21 รับเงินค่าธรรมเนียมไว้แล้วไม่ยอมออกใบเสร็จรับเงินและไม่นําไปชําระให้เงิน ค่าธรรมเนียมก็ไม่คืนให้ (โทษไล่ออก) 1.22 จัดทําใบตรวจรับพัสดุแล้วนําเงินจ่ายค่าพัสดุไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว (โทษไล่ออก) 1.23 ลักตั๋วแลกเงินซึ่งชําระแก่ทางราชการแล้วนําไปรับเงินเป็นประโยชน์ส่วนตัว (โทษไล่ออก) 1.24 เรียกร้องเงินโดยอ้างว่าเป็นค่าดําเนินการจนกระทั่งมีการร้องเรียนจึงคืนให้ (โทษไล่ออก) 1.25 ได้รับเงินรายได้แผ่นดินแล้วนําไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวศาลพิพากษาลงโทษจําคุก 2 ปี 6 เดือน (โทษไล่ออก) 1.26 เบิกเงินค่าธรรมเนียมแล้วนําไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว (โทษไล่ออก) 1.27 เบิกจ่ายเงินทั้งที่ลูกจ้างมาทํางานไม่ครบตามจํานวนวันที่เบิกแล้วนําเงินส่วนเกินไปเป็น ประโยชน์ส่วนตัว (โทษไล่ออก) 1.28 เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเช็คให้ตนเป็นผู้รับเงิน (โทษไล่ออก) 1.29 แก้ไขและปลอมแปลงเช็คให้ตนเป็นผู้รับเงินแล้วโอนเข้าบัญชีเงินฝากของตน (โทษไล่ออก) 2. ฐานความผิด“ขัดคําสั่งผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง”เช่น 2.1 ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งผู้บังคับบัญชาที่สั่งให้ย้ายไปดํารงตําแหน่ง ณ ที่แห่งอื่นทําให้ ขาดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ เสียระบบการปกครองบังคับบัญชา และก่อให้เกิดความเสียหายในการบริหารราชการ อย่างร้ายแรง (โทษไล่ออก) 3. ฐานความผิด“รายงานเท็จเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง”เช่น 3.1 ไม่ส่งหมายเรียกแล้วรายงานว่านําไปส่งแล้วเห็นเหตุให้เสียหายแก่การดําเนินกระบวน พิจารณาคดีถือว่าเป็นความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง (โทษให้ออก) 3.2 จัดทําคําขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านและใบเบิกเงินค่าเช่าบ้าน โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และใช้เอกสารที่จัดทําขึ้นเองเพื่อความสะดวกในการเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ (โทษไล่ออก)
http://exstraeconom.kiev.ua

http://cialis-viagra.com.ua

www.medicaments-24.com

×