Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads.
ความหมายของการวิเคราะห์วิจารณ์ 
คือ การแยกแยะเพื่อพิจารณาไตร่ตรอง หาข้อดีข้อเสีย หา 
จุดเด่นจุดด้อย หาเหตุผล ในการจะนาไปสู...
การวิเคราะห์องค์ประกอบของงานประพันธ์ 
 
การวิเคราะห์รูปแบบ 
รูปแบบคาประพันธ์ 
ร้อยแก้ว เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดีบท...
การวิเคราะห์องค์ประกอบของเรื่อง 
 
 โครงเรื่อง (PLOT) คือ เค้าโครงเรื่องซึ่งแสดงปัญหาหรือข้อขัดแย้งภายในเรื่อง เช่น ความ...
การใช้ภาษา ( LANGUAGE) เป็นลีลา (STYLE) ของผู้เขียนแต่ละคน 
ในด้านการใช้คา การใช้โวหารภาพพจน์ และรสวรรณคดี 
 
1) การใช้คา...
1.2) การใช้ลีลาจังหวะ เสียงหนักเบา 
 
ตัวอย่าง 
เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน ก็มาเป็น 
ศึกบ่ถึงและมึงก็ยัง...
1.3) การเลือกความหมายของคา 
 
ให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องและลักษณะของร้อยกรอง การซ้าคา การเล่น 
อักษร การเล่นเสียง 
ตัวอย่า...
โวหารภาพพจน์ในวรรณคดีไทย 
 
ภาพพจน์ หมายถึง คา หรือ กลุ่มคา ที่สร้างขึ้นจากกลวิธีในการใช้ 
คา เพื่อให้ปรากฏภาพที่เด่นชัด...
อุปมา 
 
การเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนอีกสิ่งหนึ่ง โดยใช้คา เชื่อมเหล่านี้ "เหมือน ราว ราวกับเปรียบ ดุจ ประดุจ ดัง ดั่ง เฉก เช...
อุปลักษณ์ 
 
การเปรียบสิ่งหน่งึเป็นอีกสิ่งหน่งึ มักใช้คา ว่า "คือ" และ "เป็น" เช่น ครูคือเรือจ้าง ทหารเป็น 
รั้วของชาติ 
...
 
ตะปูดอกใหญ่ตรึ้ง บาทา อยู่เฮย 
จึงบอาจลีลา คล่องได้ 
เชิญผู้ที่เมตตา แก่สัตว์ ปวงแฮ 
ชักตะปูนี้ให้ ส่งข้าอัญขยม 
(ขัตต...
 
อัจกลับแก้วในทิพยสถานไกลลิบลิ่ว ฉายแสงสาดหาดทรายทอสีเงินยวง ต้องกรวดหิน 
สินแร่บางชนิดแวววาว งามรังสีแจ่มจันทร์เจ้าวาว...
 
 เดือนตกไปแล้ว ดาวแข่งแสงขาว ยิบ ๆ ยับ ๆ เหมือนเกล็ดแก้วอัน สอดสอยร้อยปักอยู่ 
เต็มผ้าดาผืนใหญ่ วูบวาบวิบวับส่องแสง ให...
 
ภาษาอุปลักษณ์ นอกจากจะปรากฎในงานประพันธ์แล้ว ยังปรากฎใช้ในภาษา 
ชีวิตประจา วัน เช่น ศึกฟุตบอลโลก ไฟสงคราม ตะเข็บชายแดน...
 
การเปรียบเทียบโดยการกล่าวข้อความที่เกินจริง มักเปรียบเทียบใน 
เรื่องปริมาณว่ามีมากเหลือเกิน มีเจตนา 
เน้นข้อความที่กล่...
 
 ตราบขุนคิริข้น ขาดสลาย แลแม่ 
รักบ่หายตราบหาย หกฟ้า 
สุริยจันทรขจาย จากโลก ไปฤา 
ไฟแล่นล้างสี่หล้า ห่อนล้างอาลัย 
(นิ...
นามนัย 
 
การใช้คา หรือวลีที่บ่งลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแสดงความหมายแทนสิ่ง 
น้นัทั้งหมด เช่นใช้ เวที แทน...
 
(๑) ยุงร่านมันกินมาหลายวัน อุตส่าห์ให้น้องนั้นได้ขี่มา 
(๒) ถ้าแพ้ลงคงปรับทับทวี เลือดเน้อืเท่าน้เีป็นเงินทอง 
(๓) ขุดเ...
สัญลักษณ์ 
 
 การใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่งที่มีคุณสมบัติหรือลักษณะภาวะบางประการร่วมกันเป็นการสร้างจินตภาพซึ่ง 
ใชัรูปธ...
 
 คือ การเปรียบเทียบโดยใช้คาเลียนแบบให้เห็นท่าทาง แสง สี ได้ยินเสียงอย่างใดอย่าง 
หน่งึหรือ หลายอย่างรวมกันก็ได้ มักจะพ...
 
 การเปรียบเทียบความขัดแย้ง หรือสิ่งที่ตรงข้ามกันนา มาจับเข้าคู่กัน เช่น กากับหงส์ ดิน 
กับฟ้า มืดกับสว่าง ดังตัวอย่างเ...
 
 คือ การเปรียบเทียบการใช้คา ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันแต่เมื่อพิจารณาความหมายลึกซึ้ง 
โดยแท้จริงแล้วอาจเข้ากันได้ หรือนา ...
อธินามนัย 
 
 คือ การเปรียบเทียบ โดยจาระไนของหลาย ๆ อย่างที่มีลักษณะเหมือนกันหรือคล้ายคลึง 
กันมากล่าวนา และสรุปความหมาย...
ปฏิพากย์ 
 
การนา เอาคา และความหมายที่ไม่สอดคล้องกันและดูเหมือนจะขัดแย้งกันมารวม 
ไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดผลการสื่อสาร 
เป...
 
เธอตายเพื่อจะปลุกให้คนต่นื เธอตายเพื่อผู้อื่นนับหม่นืแสน 
เธอเป็นดินก้อนเดียวในดินแดน แต่จะหนักและจะแน่นเต็มแผ่นดิน 
(ก...
อุปมานิทัศน์ 
 
การใช้เรื่องราวนิทานขนาดสั้นหรือขนาดยาวประกอบ ขยาย หรือแนะโดยนัยให้ผู้อ่าน 
หรือผู้ฟังเข้าใจได้อย่างชัดเ...
บุคคลวัต/บุคลาธิษฐาน 
 
คือ การสมมุติสิ่งไม่มีชีวิต พืช สัตว์ หรือความคิดที่เป็นนามธรรมให้มคีวามคิด 
ความรู้สึกและแสดงออ...
 
สัตภัณฑ์บรรพตทั้งหลาย อ่อนเอียงเพียงปลาย 
ประนอมประนมชมชัย 
(บทพากย์โขนเรื่องรามเกียรต์ิ ตอน ช้างเอราวัณ) 
จากมามาลิ่...
ปฏิปุจฉา 
 
คา ถามที่ไม่ต้องการคา ตอบ ตัวอย่างเช่น 
"เห็นแก้วแวววับที่จับจิต 
ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้ถึงที่ 
เม่อืไม่เอื้อม...
รสของวรรณคดี 
เสาวรจนี 
 
 ๑. เสาวรจนี(เสาว ว. ดี, งาม. + รจนี ก. ตกแต่ง, ประพันธ์; ว. งาม) รสนี้เป็นการชมความงาม 
ชมโฉม...
นารีปราโมทย์ 
 
 ๒. นารีปราโมทย์ (นารี น. หญิง + ปราโมทย์ น. ความบันเทิงใจ, ความปลื้มใจ, ปราโมช ก็ว่า) 
คือ การทา ให้ "น...
พิโรธวาทัง 
 
 ๓. พิโรธวาทัง (พิโรธ ก. โกรธเกรี้ยว ไม่สบอารามณ์+ วาทัง น. วาทะ คา พูด) คือการแสดง 
ความโกธรแค้นผ่านการใช...
สัลลาปังคพิสัย 
 
 ๔) สัลลาปังคพิไสย (สัลล น. ความโศกโศกาเศร้าร่าน้า ตานอง, ความเจ็บปวดแปลบ ๆ แลบแล่นในเนื้อใจ, การครวญค...
รสทางวรรณคดีสันสกฤต 
 
รสวรรณคดีสันสกฤต มีปรากฏใน ตา รานาฏยศาสตร์ 
(นาฏยเวท) ของพระภรตมุนี ซึ่งกล่าวถึงคุณสมบัติของตัว 
...
ศฤงคารรส 
 
 ๑) ศฤงคารรส (รสแห่งความรัก) เป็นการพรรณวามรักระหว่างหนุ่มสาวระหว่างสามี 
ภรรยา ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย บิด...
หาสยรส 
 
 ๒) หาสยรส (รสแห่งความขบขัน)เป็นการพรรณนาที่ทา ให้เกิดความร่าเริง สดชื่น เสนาะ 
ขบขัน อาจทา ให้ผู้อ่าน ผู้ดูยิ...
กรุณารส 
 
 ๓) กรุณารส (รสแห่งความเมตตากรุณาที่เกิดภายหลังความเศร้าโศก) เป็นบทพรรณนาที่ทา ให้ 
ผู้อ่านหดหู่เหี่ยวแห้ง เก...
รุทรรส/เราทรรส 
 
 ๔) รุทรรส/เราทรรส (รสแห่งความโกรธเคือง) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทา ให้ผู้ดูผู้อ่านขัดใจ 
ฉุนเฉียว ขัดเคื...
วีรรส 
 
 ๕) วีรรส (รสแห่งความกล้าหาญ) บทบรรยายหรือพรรณาที่ทา ให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟังพอใจ 
ผลงานและหน้าที่ ไม่ดูหมิ่นงาน...
ภยานกรส 
 
๖) ภยานกรส (รสแห่งความกลัว ต่นืเต้นตกใจ) บทบรรยายหรือพรรณาที่ทา ให้ผู้อ่าน 
ผู้ฟัง ผู้ดู มองเห็นทุกข์ เห็นโทษ...
พีภัตสรส 
 
๗) พีภัตสรส (รสแห่งความชัง ความรังเกียจ) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทา ให้ผู้อ่านผู้ 
ดู ผู้ฟังชังนา้หน้าตัวละครบ้...
อัพภูตรส 
 
 ๘) อัพภูตรส (รสแห่งความพิศวงประหลาดใจ) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทา ให้นึก 
แปลกใจ เอะใจ อย่างหนัก ต่นืเต้นนึกไม...
ศานติรส 
 
 ๙) ศานติรส(รสแห่งความสงบ) อันเป็นอุดมคติของเรื่อง เช่น ความสงบสุขในแดน 
สุขาวดี ในเรื่อง วาสิฏฐีอันเป็นผลมุ่...
คุณค่าของวรรณคดี 
 
ด้านเนื้อหา 
 ด้านค่านิยม ด้านสังคมและวัฒนธรรม 
 ด้านวรรณศิลป์ การใช้ภาษา การใช้คา การใช้โวหารภาพพ...
ความฝัน 
 
 มนุษย์มีความฝันเนื่องจากเหตุ 4 ประการ ดังนี้ 
 
 1. บุพนิมิต คือ เหตุการณ์ในอดตีหรืออา นาจจิตได้กา หนดให้ฝ...

Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

การวิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดี

31,132 views

Published on

การวิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีเบื้องต้นจากหลายๆ ตำรา รวบรวมมาไว้

Published in: Education

การวิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดี

  1. 1. ความหมายของการวิเคราะห์วิจารณ์ คือ การแยกแยะเพื่อพิจารณาไตร่ตรอง หาข้อดีข้อเสีย หา จุดเด่นจุดด้อย หาเหตุผล ในการจะนาไปสู่การวินิจฉัย ตัดสินใจ เพื่อประเมินคุณค่าของหนังสือ ในด้านต่าง ๆ เพื่อ จุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่ง เช่น เพื่อความซาบซึ้ง เพื่อ การนา ไปประยุกต์ใช้ เพื่อแนะนา หนังสือ เป็นต้น
  2. การวิเคราะห์องค์ประกอบของงานประพันธ์  การวิเคราะห์รูปแบบ รูปแบบคาประพันธ์ ร้อยแก้ว เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดีบทความ บทละคร ร้อยกรอง เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ ร่าย กลอน รูปแบบการดาเนินเรื่อง / ธรรมเนียมนิยมในการแต่ง เช่น วรรณคดีไทยร้อย กรอง จะเริ่มต้นด้วยบทไหว้ครู มีบทชมธรรมชาติ มีบทเปรียบกล่าวถึงการ พลัดพรากคร่าครวญ มีบทอัศจรรย์ ตอนท้ายจบลงด้วยคา อธิษฐานของผู้แต่ง หรือบอกจุดมุ่งหมายในการแต่ง แล้วบอกชื่อผู้แต่ง เป็นต้น
  3. การวิเคราะห์องค์ประกอบของเรื่อง   โครงเรื่อง (PLOT) คือ เค้าโครงเรื่องซึ่งแสดงปัญหาหรือข้อขัดแย้งภายในเรื่อง เช่น ความ ขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับอานาจเหนือธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับ ความขัดแย้ง ภายในใจ ของตัวละครเอง ตัวละคร (CHARACTERS) คือ ผู้มีบทบาทในเรื่อง อาจเป็น คน สัตว์ อมนุษย์ หรือ สิ่งของก็ได้ ต้องวิเคราะห์ลักษณะนิสัยตัวละคร บุคลิกภาพ บทบาทในเรื่อง ความสมจริง ของบทบาทและพฤติกรรมเหมาะสม / ประทับใจเพียงใด ฉาก (SETTING) คือ สถานที่และ เวลา รวมทั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัวละครทเี่รื่องนั้น ๆ เกิดขึ้น  กลวิธีการแต่ง (TECHNIQUE) คือกลวิธีในการเสนอเรื่อง / เล่าเรื่อง (เช่น นักเขียนเล่า หรือตัวละครเล่า)
  4. การใช้ภาษา ( LANGUAGE) เป็นลีลา (STYLE) ของผู้เขียนแต่ละคน ในด้านการใช้คา การใช้โวหารภาพพจน์ และรสวรรณคดี  1) การใช้คา (คา มีทั้งทเี่ป็นความหมายตรง และความหมายแฝง) 1.1) การเลือกเสียงของคา การเลียนเสียงธรรมชาติ ตัวอย่าง ได้ยินเสียงผีป่าโป่งโป้งเปิ่งกู่ก้องร้องกระหึม ผีผิวพึมฟังขน พอง เสียงชะนีร้องอยู่โหวยโวยโว่ยวิเวกวะหวามอก พราหมณ์กห็ยุดยืน ตื่นตกตะลึงนึก (จากเรื่องมหาเวสสันดรชาดก แต่งโดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน))
  5. 1.2) การใช้ลีลาจังหวะ เสียงหนักเบา  ตัวอย่าง เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน ก็มาเป็น ศึกบ่ถึงและมึงก็ยังมิเห็น จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น ประการใด (จากเรื่องสามัคคีเภทคาฉันท์ แต่งโดยนายชิต บูรทัต)
  6. 1.3) การเลือกความหมายของคา  ให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องและลักษณะของร้อยกรอง การซ้าคา การเล่น อักษร การเล่นเสียง ตัวอย่าง หนาวน้าค้างพร่างพรมจะห่มเสื้อ พออุ่นเนื้อนอนสนิทพิสมัย ถึงลมว่าวหนาวยงิ่จะผิงไฟ แต่หนาวใจจากลั้นทุกวันคืน (จากเรื่องพระอภัยมณี แต่งโดยสุนทรภู่)
  7. โวหารภาพพจน์ในวรรณคดีไทย  ภาพพจน์ หมายถึง คา หรือ กลุ่มคา ที่สร้างขึ้นจากกลวิธีในการใช้ คา เพื่อให้ปรากฏภาพที่เด่นชัดและลึกซึ้งขึ้นในใจ ทา ให้ผู้อ่านและผู้ฟังเกิดจินตภาพคล้อยตาม การสร้างภาพพจน์ เป็นศิลปทางภาษาข้นัสูงของการแต่งคา ประพันธ์ โดยผู้แต่งใช้ กลวิธีการเปรียบเทียบที่คมคายในลักษณะต่างๆ ภาพพจน์มีหลาย ประเภท แต่ที่สา คัญๆ คือ
  8. อุปมา  การเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนอีกสิ่งหนึ่ง โดยใช้คา เชื่อมเหล่านี้ "เหมือน ราว ราวกับเปรียบ ดุจ ประดุจ ดัง ดั่ง เฉก เช่น เพียง เพี้ยง ประหนึ่ง ถนัด กล เล่ห์ ปิ้มว่า ปาน ปูน พ่าง ละม้าย แม้น"  ทนต์แดงดั่งแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง (อิเหนา)  ใช่นางเกิดในปทุมา สุริยวงศ์พงศานั้นหาไม่ จะมาช่วงชิงกันดังผลไม้ อันจะได้นางไปอย่าสงกา (อิเหนา)  ครั้นวางพระโอษฐ์น้า เวียนวน อยู่นา เห็นแก่ตาแดงกล ชาดย้อม หฤทัยระทดทน ทุกข์ใหญ่ หลวงนา ถนัดดั้งไม้ร้อยอ้อม ท่าวท้าวทับทรวง (ลิลิตพระลอ)
  9. อุปลักษณ์  การเปรียบสิ่งหน่งึเป็นอีกสิ่งหน่งึ มักใช้คา ว่า "คือ" และ "เป็น" เช่น ครูคือเรือจ้าง ทหารเป็น รั้วของชาติ ถึงห้วยโป่งเห็นธารละหานไหล คงคาใสปลาว่ายคล้ายคล้ายเห็น มีกรวดแก้วแพรวพรายรายกระเด็น บ้างแลเห็นเป็นสีบุษราคัม (นิราศเมืองแกลง) บางครั้งภาพพจน์แบบอุปลักษณ์ไม่มีคา กริยา "คือ" และ "เป็น" ให้สังเกต เราจะต้องตีความ เอาเอง เช่น ก้มเกล้าเคารพอภิวาท พระปิ่นภพภูวนาถนาถา ยับยั้งคอยฟังพระวาจา จะบัญชาให้ยกโยธี(อิเหนา) ในที่นี้ เปรียบพระมหากษัตริย์เป็นปิ่นของแผ่นดิน
  10.  ตะปูดอกใหญ่ตรึ้ง บาทา อยู่เฮย จึงบอาจลีลา คล่องได้ เชิญผู้ที่เมตตา แก่สัตว์ ปวงแฮ ชักตะปูนี้ให้ ส่งข้าอัญขยม (ขัตติยพันธกรณ๊) ในที่นี้ เปรียบภาระหน้าที่เป็นตะปูที่ตรึงเท้าไว้
  11.  อัจกลับแก้วในทิพยสถานไกลลิบลิ่ว ฉายแสงสาดหาดทรายทอสีเงินยวง ต้องกรวดหิน สินแร่บางชนิดแวววาว งามรังสีแจ่มจันทร์เจ้าวาวระยับ ย้อยลงในแควแม่นา้ไหล ไหวๆ แพรวพราวราวเกล็ดแก้วเงินทอง (บันทึกของจิตรกร, อังคาร กัลยาณพงศ์)
  12.   เดือนตกไปแล้ว ดาวแข่งแสงขาว ยิบ ๆ ยับ ๆ เหมือนเกล็ดแก้วอัน สอดสอยร้อยปักอยู่ เต็มผ้าดาผืนใหญ่ วูบวาบวิบวับส่องแสง ใหญ่แลน้อย ใกล้แลไกล... (เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาติอินทร์แขวน, มาลา คาจันทร์)
  13.  ภาษาอุปลักษณ์ นอกจากจะปรากฎในงานประพันธ์แล้ว ยังปรากฎใช้ในภาษา ชีวิตประจา วัน เช่น ศึกฟุตบอลโลก ไฟสงคราม ตะเข็บชายแดน ในที่นี้ กวี เปรียบน้า ค้างมีประกายวาวเหมือนประกายของเพชรน้า งาม และเปรียบหญ้า เป็นผืนพรม เพื่อทา ให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพชัดเจนว่า น้า ค้างนั้นมีประกายวาว งามและต้นหญ้านั้นก็เขียวขจีปูลาดเป็นพรม แต่ถ้ากล่าวว่า "น้า ตาหลั่งเป็น สายเลือด" ข้อความนี้มิได้มุ่งหมายจะเปรียบลักษณะของน้า ตาว่าเหมือน สายเลือด แต่เน้นย้า เชิงปริมาณว่าร้องไห้ใจจะขาด ดังนั้น "น้า ตาหลั่งเป็น สายเลือด" ประโยคนี้เป็นอติพจน์
  14.  การเปรียบเทียบโดยการกล่าวข้อความที่เกินจริง มักเปรียบเทียบใน เรื่องปริมาณว่ามีมากเหลือเกิน มีเจตนา เน้นข้อความที่กล่าวนั้นให้มีน้า หนักยิ่งขึ้น เช่น ร้อนตับแตก, คอแห้งเป็นผง, รักคุณเท่าฟ้า, มารอตั้งโกฎิปีแล้ว, ใจดีเป็นบ้า, อกไหม้ไส้ขม, เหนื่อยสายตัวแทบขาด นี่ฤาบุตรีพระดาบส งามหมดหาใครจะเปรียบได้ อนิจจาบิดาท่านแสร้งใช้ มารดต้นไม้พรวนดิน ดูผิวสินวลละอองอ่อน มะลิซ้อนดูดา ไปหมดสิ้น สองเนตรงามกว่ามฤคิน นางนี้เป็นปิ่นโลกา (ศกุนตลา) อติพจน์
  15.   ตราบขุนคิริข้น ขาดสลาย แลแม่ รักบ่หายตราบหาย หกฟ้า สุริยจันทรขจาย จากโลก ไปฤา ไฟแล่นล้างสี่หล้า ห่อนล้างอาลัย (นิราศนรินทร์) เสียงไห้ทุกราษฎร์ไห้ ทุกเรือน อกแผ่นดินดูเหมือน จักขวา้ บเห็นตะวันเดือน ดาวมืด มัวนา แลแห่งใดเห็นน้า ย่อมน้าตาคน (ลิลิตพระลอ)
  16. นามนัย  การใช้คา หรือวลีที่บ่งลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแสดงความหมายแทนสิ่ง น้นัทั้งหมด เช่นใช้ เวที แทน การแสดง มงกุฎ, พระบาท แทน กษัตริย์ เก้าอี้ แทน ตา แหน่งหน้าที่ของผู้บริหาร ข้าวปลา แทน อาหาร ...ว่านครรามินทร์ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราช เยียววิวาทชิงฉัตร (ลิลิตตะเลงพ่าย) ฉัตรเป็นชื่อเครื่องสูงอย่างหนึ่งที่สา คัญยิ่งสา หรับพระมหากษัตริย์ แสดงความเป็นกษัตริย์ ในที่นี้ กวีใช้ ฉัตร ให้หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ หรือความเป็นกษัตริย์
  17.  (๑) ยุงร่านมันกินมาหลายวัน อุตส่าห์ให้น้องนั้นได้ขี่มา (๒) ถ้าแพ้ลงคงปรับทับทวี เลือดเน้อืเท่าน้เีป็นเงินทอง (๓) ขุดเผือกมันสู้กันมาตามจน พักร้อนผ่อนปรนมาในป่า (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน) ข้อ (1) ยุงร่าน เป็นนามนัยแทนสัตว์ที่กินเลือดเป็นอาหาร ข้อ (2) ใช้ เลือดเนื้อแทนชีวิต และข้อ (๓) เผือกมัน เป็นนามนัยแทนอาหารที่หาได้ตามป่าตามเขา
  18. สัญลักษณ์   การใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่งที่มีคุณสมบัติหรือลักษณะภาวะบางประการร่วมกันเป็นการสร้างจินตภาพซึ่ง ใชัรูปธรรมชักนา ไปสู่ความหมายอีกชั้นหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะเป็นที่เข้าใจในสังคม เช่น ใช้  ดอกไม้ แทน ผู้หญิง เพราะมีคุณสมบัติร่วมกัน คือความสวยงามและความบอบบาง  ใช้ ราชสีห์ แทน ผู้มีอา นาจ เพราะราชสีห์และผู้มีอา นาจต่างมีคุณสมบัติร่วมกัน คือความน่าเกรงขาม ตัวอย่าง สัญลักษณ์ที่มักพบเห็นกันเสมอๆ เช่น จามจุรี แทน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร้งุ แทน ความหวัง พลัง กา ลังใจ หมอก แทน มายา อุปสรรค สิ่งที่สลายตัวรวดเร็ว นกพิราบ แทน สันติภาพ ดอกมะลิ แทน ความบริสุทธ์ิ ความชื่นใจ สวัสดิกะ แทน เยอรมันยุคนาซี
  19.   คือ การเปรียบเทียบโดยใช้คาเลียนแบบให้เห็นท่าทาง แสง สี ได้ยินเสียงอย่างใดอย่าง หน่งึหรือ หลายอย่างรวมกันก็ได้ มักจะพบในความเป็นธรรมชาติ หรือเครื่องดนตรี หรือ เครื่องใช้ตามวิถีชาวบ้าน เช่น เสียงโหม่ง หม่อง ฆ้องตีเคล้าปี่พาทย์ เสียงเตรง เตร่ง ระนาดชัดจังหวะ เสียงตะโพน เท่งติง ติง เท่งป๊ะ เสียงกลองแขก โจ๊ะ จ๊ะ โจ๊ะ โจ๊ะ ( มโหรีชีวิต : แก้วตา ชัยกิตติภรณ์) สัทพจน์
  20.   การเปรียบเทียบความขัดแย้ง หรือสิ่งที่ตรงข้ามกันนา มาจับเข้าคู่กัน เช่น กากับหงส์ ดิน กับฟ้า มืดกับสว่าง ดังตัวอย่างเช่น ความมืดแผ่รอบกว้างสว่างหลบ รอบใจพลบแพ้พ่ายสลายขวัญ ชวนกา สรดซบหน้าซ่อนจาบัลย์ วะหวิวหวั่นหวาดหวังว่ายังคอย (มืดกับสว่าง : อรฉัตร ซองทอง) วิภาษ
  21.   คือ การเปรียบเทียบการใช้คา ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันแต่เมื่อพิจารณาความหมายลึกซึ้ง โดยแท้จริงแล้วอาจเข้ากันได้ หรือนา มาเข้าคู่กันได้อย่างกลมกลืน เช่น เปลวควันเทียนริบหรี่กลับมีแสง เกิดจากแรงตั้งจิตอธิษฐาน ดวงตาจึงมองเห็นธรรมสืบตา นาน ดวงใจจึงเบิกบานแต่น้นัมา (แสงเทียนแสงธรรม : เสมอ กลิ่นประทุม) ริบหรี่ กับ แสง มีความหมายตรงข้ามกันสิ้นเชิง ครั้นเมื่ออยู่ในประโยคเดียวกันก็มี เนื้อความเรื่องเดียวกัน อรรถวิภาษ
  22. อธินามนัย   คือ การเปรียบเทียบ โดยจาระไนของหลาย ๆ อย่างที่มีลักษณะเหมือนกันหรือคล้ายคลึง กันมากล่าวนา และสรุปความหมายรวม คือใช้ชื่อเรียกรวม ๆ แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือบุคคลกล่มุ ใดกล่มุหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่ง เลือดสุพรรณวันก่อนเคยร้อนรุ่ม หลั่งลงร่มุฉาบดินทุกถิ่นฐาน บัดนี้เย็นเป็นสุขทุกประการ เพราะไทยหาญหวงถิ่นไว้ให้ไทยเอย (เลือดสุพรรณ : ประสิทธ์ิ โรหิตเสถียร) คา ว่าไทย ในบทกลอนข้างต้น หมายถึง เฉพาะชาวไทย มิได้หมายถึงประเทศไทยหรือเชื้อ ชาติหรือสัญชาติแต่อย่างใด จึงเรียก อธินามนัย ส่วน ไทย คาหลังหมายถึงประเทศไทย
  23. ปฏิพากย์  การนา เอาคา และความหมายที่ไม่สอดคล้องกันและดูเหมือนจะขัดแย้งกันมารวม ไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดผลการสื่อสาร เป็นพิเศษ เช่น น้า ผึ้งขม, คาวน้า ค้าง, ศัตรูคือยากา ลัง, ยิ่งรีบก็ยิ่งช้า, รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ, น้า ร้อนปลาเป็น น้า เย็นปลาตาย, แดดหนาว, มีความเคลื่อนไหวในความหยุดนิ่ง  แทบฝั่งธารที่เราเฝ้าฝันถึง เสียงน้า ซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง จักรวาลวุ่นวายไร้สา เนียง โลกนี้เพียงแผ่นภพสงบเย็น (วารีดุริยางค์, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)
  24.  เธอตายเพื่อจะปลุกให้คนต่นื เธอตายเพื่อผู้อื่นนับหม่นืแสน เธอเป็นดินก้อนเดียวในดินแดน แต่จะหนักและจะแน่นเต็มแผ่นดิน (กระทุ่มแบน, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) ในบทประพันธ์นี้ กล่าวถึงหญิงสาวผู้ใช้แรงงานในโรงงานแห่งหนึ่งที่อา เภอกระทุ่มแบน จังหวัด สมุทรสาคร ถูกทา ร้ายถึงแก่ชีวิต ในครั้งที่ประท้วงต่อสู้กับนายทุนในยุคก่อนปีพุทธศักราช 2514 ซ่งึ เป็นยุคประชาธิปไตยเบ่งบานของเมืองไทย กวีได้กล่าวว่าการตายของชนผู้ใช้แรงงานนี้เป็นการตายที่มี คุณค่า อาจปลุกจิตสา นึกของผู้คนในสังคมได้และกล่าวเปรียบหญิงผู้ใช้แรงงาน นั้นเป็นดินที่แม้จะเป็นเพียงดินก้อนเดียว แต่ดินก้อนนี้ "หนักและแน่นเต็มแผ่นดิน" การกล่าวว่า เธอ ตายเพื่อจะปลุกให้คนตื่น และ ดินก้อนเดียวที่หนักแน่นเต็มแผ่นดิน เป็นปฏิพากย์
  25. อุปมานิทัศน์  การใช้เรื่องราวนิทานขนาดสั้นหรือขนาดยาวประกอบ ขยาย หรือแนะโดยนัยให้ผู้อ่าน หรือผู้ฟังเข้าใจได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งในแนวความคิด หลักธรรม หรือข้อควรปฏิบัติ ที่ผู้เขียนประสงค์จะสื่อไปยังผู้อ่านผู้ฟัง เช่น ปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้ว หลายอย่าง ด้วยประชานกชาวสวนจิตรลดาฯ น้มีีเพิ่มเติมขึ้น แต่ก่อนนี้มีอีกา มีนกพิราบ แต่เดี๋ยวนี้ถ้าจะดูไป ก็จะเห็นว่ามีหงส์ทั้งขาวทั้งดา เพิ่มขึ้นมา และมีนกกาบบัว มีนกยูงเพิ่มเติมขึ้นมา ที่พูดถึงประชานกนี้ก็....(เล่านิทานชาดกประกอบ)
  26. บุคคลวัต/บุคลาธิษฐาน  คือ การสมมุติสิ่งไม่มีชีวิต พืช สัตว์ หรือความคิดที่เป็นนามธรรมให้มคีวามคิด ความรู้สึกและแสดงออกเหมือนมนุษย์ ตัวอย่าง  สายลมลููบไล้พฤกษาลดามาลย์ ดวงอาทิตยย์้มิแฉ่ง ปรากฏการณ์พระจันทร์ย้มิ ความตายย่างกรายเข้ามาทางประตู โทสะอาจจะโดดโลดข้ามรั้ว ธรรมชาติรอบข้างต่างสลดหมดความคะนองทุกสิ่งทุกอย่าง
  27.  สัตภัณฑ์บรรพตทั้งหลาย อ่อนเอียงเพียงปลาย ประนอมประนมชมชัย (บทพากย์โขนเรื่องรามเกียรต์ิ ตอน ช้างเอราวัณ) จากมามาลิ่วลา้ ลา บาง บางยี่เรือราพลาง พี่พร้อง เรือแผงช่วยพานาง เมียงม่าน มานา บางบ่รับคา คล้อง คล่าวนา้ตาคลอ (จาก นิราศนรินทร์ นายนรินทร์ธิเบศร์(อิน))
  28. ปฏิปุจฉา  คา ถามที่ไม่ต้องการคา ตอบ ตัวอย่างเช่น "เห็นแก้วแวววับที่จับจิต ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้ถึงที่ เม่อืไม่เอื้อมจะได้อย่างไรมี อันมณีหรือจะโลดมาถึงมือ" (ท้าวแสนปม)
  29. รสของวรรณคดี เสาวรจนี   ๑. เสาวรจนี(เสาว ว. ดี, งาม. + รจนี ก. ตกแต่ง, ประพันธ์; ว. งาม) รสนี้เป็นการชมความงาม ชมโฉม พร่า พรรณาแลบรรยายถึงความงามแห่งนาง ทั้งตามขนบกวีเก่าก่อนแลในแบบฉบับ ส่วนตัว ตัวอย่างเช่น ...หนุ่มน้อยโสภาน่าเสียดาย ควรจะนับว่าชายโฉมยง ทนต์แดงด่งัแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง เกศาปลายงอนงามทรง เอวองค์สารพัดไม่ขัดตา... จากบทข้างต้น เป็นการกล่าวชมรูปโฉมของวิหยาสะกา ซึ่งถูกสังคามาระตาสังหาร กล่าวว่าวิหยา สะกา นั้น เป็นชายหนุ่มรปูงาม ฟันนั้นเป็นแสงแวววาวสีแดงราวกับแสงของทับทิม ซ่งึตดัรับกับคิ้ว รวมทั้งปลายเส้นผมซ่งึงอนงามขึ้นเป็นทรงสวยงาม รับกับทรวดทรงองค์เอวของวิหยาสะกา
  30. นารีปราโมทย์   ๒. นารีปราโมทย์ (นารี น. หญิง + ปราโมทย์ น. ความบันเทิงใจ, ความปลื้มใจ, ปราโมช ก็ว่า) คือ การทา ให้ "นารี" นั้น ปล้มื "ปราโมทย"์ ซ่งึรูปแบบหนี่งก็คือ การแสดงความรักผ่านการเกี้ยว แลโอ้โลมปฏิโลม. อันคา ว่า "โอ้โลมปฏิโลม" นี้ ความหมายอันแท้จริงของคา ก็คือ การใช้มือลูบไป ตาม (โอ้) แนวขน (โลมา) และย้อน (ปฏิ) ขนขึ้นมา เม่อืโอ้โลมไปมา ในเบ้อืงปลาย นารีก็จัก ปรีดาปราโมทย์ ในตอนที่ศึกษา มีเพียงแค่ตอนที่อิเหนากา ลังสั่งลาจากนางจินตะหรา ซึ่งเม่อือ่าน ดูแล้วบางทีอาจจะไม่ถึงกับเป็นการโอ้โลมปฏิโลมเท่าใดนัก เพียงจะจัดไว้ ณ ที่นี้ เนื่องเพราะเป็น บทที่แสดงถึงความรัก กล่าวคือ เม่อืนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญอสัญหยา โลมนางพลางกล่าววาจา จงผินมาพาทีกับพี่ชาย ซึ่งสัญญาว่าไว้กับนวลน้อง จะคงครองไมตรีไม่หนีหน่าย มิได้แกล้งกลอกกลับอภิปราย อย่าสงกาว่าจะวายคลายรัก จากบทข้างต้น ก็คือบทที่อิเหนาได้บอกกล่าวกับจินตะหรา ว่าตนไปก็คงไปเพียงไม่นาน ขอจินตะ หราอย่าร้องไห้โศกเศร้าเลย
  31. พิโรธวาทัง   ๓. พิโรธวาทัง (พิโรธ ก. โกรธเกรี้ยว ไม่สบอารามณ์+ วาทัง น. วาทะ คา พูด) คือการแสดง ความโกธรแค้นผ่านการใช้คา ตัดพ้อต่อว่าให้สาใจ ทั้งยังสา แดงความน้อยเนื้อต่า ใจ, ความผิดหวัง , ความแค้นคับอับจิต แลความโกรธกริ้ว ตามออกมาด้วย เหมือนกล้วยกับเปลือก. กวีมกัตดัพ้อ และประชดประเทียดเสียดแลสี เจ็บดังฝีกลางกระดองใจ อ่านสนุกดีไซร้แฮ! ตัวอย่างของรสพิโรธวาทังนี้ก็มีอยู่มากมาย ที่จะยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างก็จะมี เม่อืนั้น พระผู้ผ่านไอศูรย์สูงส่ง ประกาศิตสีหนาทอาจอง จะณรงค์สงครามก็ตามใจ ตรัสพลางย่างเยื้องยุรยาตร จากอาสน์แท่นทองผ่องใส พนักงานปิดม่านทันใด เสด็จเข้าข้างในฉับพลันฯ ในบทที่ยกมานี้ เป็นตอนที่ท้าวดาหาได้ฟังความจากราชทูตของเมืองกะหมังกุหนิง ที่กล่าวไว้ว่าถ้า ท้าวดาหาไม่ยอมยกบุษบาให้กับวิหยาสะกา ก็ขอให้เตรียมบ้านเมืองไว้ให้ดี เพราะเมืองกะ-หมังกุ หนิงจะยกทัพมารบ เม่อืท้าวดาหาได้ฟังก็โกรธเดือดดาลทันใด จึงบอกไปว่าจะมารบก็มา แล้วก็ ลุกออกไปทันที
  32. สัลลาปังคพิสัย   ๔) สัลลาปังคพิไสย (สัลล น. ความโศกโศกาเศร้าร่าน้า ตานอง, ความเจ็บปวดแปลบ ๆ แลบแล่นในเนื้อใจ, การครวญคร่า ราพันราพึง / สัลลาป น. การพูดจากัน + องค์ น. บท, ชิ้น อัน, ตัว + พไิสย น. ความสามารถ ฤาจะแผลงมาจาก วิสัย ซึ่งแปลว่า ธรรมชาติของสิ่งนั้น ๆ ฤาสันดาน ก็อาจ เป็นได้) คือ การโอดคร่าครวญ หรือบทโศกอันว่าด้วยการจากพรากสิ่งอันเป็นที่รัก. มีใช้ให้เกลื่อนกล่นไปในบรรดานิราศ (ก. ไปจาก, ระเหระหน, ปราศจาก, ปราศจากความหวัง, ไม่มีความต้องการ, หมดอยาก, เฉยอยู่) เนื่องเพราะกวี อันมีท่านสุนทรภู่นา เริ่ดบรรเจิดรัศมีอยู่ที่หน้า ขบวน จา ต้องจรจากนางอันเป็นที่รัก อกจึงหนักแลครวญคร่าจา นรรจ์ ประหนึ่งหายห่างกันไปครึ่งชีวิต ในตอนนี้ก็มีเช่นกัน เป็นบทที่อิเหนากา ลัง ชมนกชมไม้ระหว่างจะไปดาหา ว่าพลางทางชมคณานก โผนผกจับไม้อึงมี่ เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา จากพรากจับจากจา นรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี แขกเต้าจับเต่าร้างร้อง เหมือนร้างห้องมาหยารัศมี นกแก้วจับแก้วพาที เหมือนแก้วพี่ทั้งสามสั่งความมา ฯลฯ จากบทข้างบน จะเห็นได้ว่าอิเหนากา ลังโศกเศร้าอย่างหนัก จะเรียกว่าอยู่ในขั้นโคม่าเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะมองอะไร ก็นึกถึงแต่นาง ทั้งสามที่ ตนรัก อันได้แก่ จินตะหรา มาหยารัศมี และสการะวาตี มองสิ่งใด ก็สามารถเชื่อมโยงกับนางทั้งสามได้หมด
  33. รสทางวรรณคดีสันสกฤต  รสวรรณคดีสันสกฤต มีปรากฏใน ตา รานาฏยศาสตร์ (นาฏยเวท) ของพระภรตมุนี ซึ่งกล่าวถึงคุณสมบัติของตัว ละครสันสกฤตที่ดีกว่า ต้องประกอบด้วยรส ๙ รส คือ ศฤงคารรส หาสยรส กรุณารส รุทรรส วีรรส ภยานกรส พี ภัตสรส อัพภูตรสและศานติรส โดยมีรายละเอียดดังนี้
  34. ศฤงคารรส   ๑) ศฤงคารรส (รสแห่งความรัก) เป็นการพรรณวามรักระหว่างหนุ่มสาวระหว่างสามี ภรรยา ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย บิดามารดากับบุตร ญาติกับญาติ ฯลฯ สามารถทา ให้ ผู้อ่าน พอใจรัก เห็นคุณค่าของความรักนึกอยากรักกับเขาบ้างเช่น รักฉันชู้สาว รักหมู่ คณะ รักประเทศชาติ เป็นต้น อย่างเช่น เรื่องลิลิตพระลอ เต็มไปด้วยรสรัก(บาลี เรียกรส น้วี่า รติรส) จะกล่าวว่าในรสนี้อาจเทียบได้กับนารีปราโมทย์ก็ว่าได้ . ..ถึงไปก็ไม่อยู่นาน เยาวมาลย์อย่าโศกเศร้าหมอง พระจุมพิตชิดเชยปรางทอง กรประคองนฤมลขึ้นบนเพลาฯ ในบทนี้ เนื้อความจะคล้ายกับตัวอย่างที่ยกไว้ในรสนารีปราโมทย์ คือตนก็ยังรักจินตะหรา อยู่ ไม่ได้หนีหน่ายไปไหน ขอจินตะหราอย่าโศกเศร้าเสียใจไปเลย
  35. หาสยรส   ๒) หาสยรส (รสแห่งความขบขัน)เป็นการพรรณนาที่ทา ให้เกิดความร่าเริง สดชื่น เสนาะ ขบขัน อาจทา ให้ผู้อ่าน ผู้ดูยิ้มกับหนังสือ ยิ้มกับภาพที่เห็น ถึงกับลืมทุกข์ดับกลุ้มไป ชั่วขณะ เช่น เรื่องระเด่นลันได เป็นต้น (บาลีเรียกรสน้วี่า หาสะรส) ตัวอย่างเช่น บ้างบ่าวเข้าคนละบ่าพานายว่งิ ประเจียดเครื่องเปลื้องทิ้งไว้เกลื่อนกล่น บ้างหนามเกี่ยวหัวหูไม่รู้ตน ซุกซนด้นไปแต่ลา พัง บ้างเททิ้งไถ้ข้าวเขนงปืน รื้อต่นืเสียงเพื่อนกันข้างหลัง ที่ถูกปืนป่วยขาละล้าละลัง อุตส่าห์คลานเซซังซุกไปฯ กวีตั้งใจจะให้ดูแล้วตลกขบขัน แม้ว่าเราอาจจะอ่านแล้วรู้สึกเฉยๆ ไม่ขา สักเท่าไหร่ คือ เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงถูกกริชแล้ว โดยปกติเมื่อแม่ทัพตาย ใครเล่าจะยังอยู่รบต่อ ก็ได้แต่ แตกกระเจิงหนีกันหัวซุกหัวซุน บ้างก็วิ่งกันผ้าผ่อนหลุดลุ่ย หนามทิ่งแทงเกี่ยวไปเกี่ยวมา บ้างว่งิบ้างคลาน เห็นถึงความ ชุลมุนว่นุวายไปหมด
  36. กรุณารส   ๓) กรุณารส (รสแห่งความเมตตากรุณาที่เกิดภายหลังความเศร้าโศก) เป็นบทพรรณนาที่ทา ให้ ผู้อ่านหดหู่เหี่ยวแห้ง เกิดความเห็นใจถึงกับ น้า ตาไหล พลอยเป็นทุกข์ เอาใจช่วยตัวละคร เช่น เห็นใจนางสีดา เห็นใจจรกา และเห็นใจนางวันทอง เป็นต้น(บาลีเรียกรสนี้ว่า โสกะรส) แต่การศึกครั้งนี้ไม่ควรเป็น เกิดเข็ญเพราะลูกอัปลักษณ์ จะมีคู่ผู้ชายก็ไม่รัก จึงหักให้สาสมใจ เม่อือ่านตรงช่วงนี้แล้ว เราจะรู้สึกสงสารท้าวดาหาขึ้นมาจับใจ เพราะท้าวดาหาได้แต่ตดัพ้อต่อว่า น้อยใจ ว่าศึกสงครามนั้นมันไม่น่าเกิดข้นึหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะว่าลูกของตนนั้นหน้าตาอัปลักษณ์ ดูสิ ขนาดว่าจะแต่งงานทั้งที ผู้ชายเขายังไม่รักเลย ซึ่งเป็นการ กล่าวประชดประชัน เพราะท้าวดา หานั้นกา ลังน้อยใจอิเหนา
  37. รุทรรส/เราทรรส   ๔) รุทรรส/เราทรรส (รสแห่งความโกรธเคือง) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทา ให้ผู้ดูผู้อ่านขัดใจ ฉุนเฉียว ขัดเคืองบุคคลบางคนในเรื่อง บางทีถึงกับขว้างหนังสือทิ้ง หรือฉีกตอนนั้นก็มี เช่น โกรธ ขุนช้าง โกรธชูชก(บาลีเรียกรสนี้ว่า โกธะ) รสนี้ เทียบได้กับรสวรรณคดไีทยคือ พิโรธวาทัง เม่อืนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงนเรนทร์สูร ได้ฟังทั้งสองทูตทูล ให้อาดูรเดอืดใจดั่งไฟฟ้า จึงบัญชาตรัสด้วยขัดเคือง ดูดู๋เจ้าเมืองดาหา เราอ่อนง้อขอไปในสารา แต่จะว่ารับไว้ก็ไม่มี เป็นตอนที่ท้าวกะหมังกุหนิงก็กา ลังโกรธย่งินัก เพราะตนนั้นยอมอ่อนข้อส่งคนไปขอเจรจา แต่ ท้าวดาหานั้นหาได้จะรับไว้แม้แต่นิดเดยีวเลย คิดแล้วก็น่าแค้นใจนัก
  38. วีรรส   ๕) วีรรส (รสแห่งความกล้าหาญ) บทบรรยายหรือพรรณาที่ทา ให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟังพอใจ ผลงานและหน้าที่ ไม่ดูหมิ่นงาน อยากเป็นใหญ่ อยากร่า รวย อยากมีชื่อเสียง เลียนแบบ สมเด็จพระนเรศวร ชอบความมีขัตติมานะของพระมหาอุปราชา จากเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย (บาลีเรียกรสน้วี่า อุตสาหะรส) ...จะต้งัหน้าอาสาชิงชัย มิได้ย่อท้อถอยหลัง สู้ตายไม่เสียดายชีวัง กว่าจะสิ้นชีวังของข้าน้ฯี เมื่อได้อ่านบทน้แีล้ว บางคนอาจจะเลือดรักชาติพลุ่งพล่านเลยเทียว บนข้างต้นน้เีป็นตอน ที่เจ้าเมืองในปกครองของท้าวกะหมังกุหนิง น้นัรับปากเป็นม่นัเป็นเหมาะอย่างดีว่า ตน ยินดีร่วมรบร่วมต่อสู้อย่างสุดกา ลัง พร้อมจะสู้แม้ตัวจะตายก็ยอม
  39. ภยานกรส  ๖) ภยานกรส (รสแห่งความกลัว ต่นืเต้นตกใจ) บทบรรยายหรือพรรณาที่ทา ให้ผู้อ่าน ผู้ฟัง ผู้ดู มองเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยในบาปกรรมทุจริต เกิดความสะดุ้ง กลัวโรคภัย สัตว์ร้าย ภูตผีปีศาจ บางครั้งต้องหยุดอ่าน รู้สึกขนลุกซู่ อ่านเรื่อง ผีต่างๆ เห็นระตูถอยเท้าก้าวผิด พระกรายกริชแทงอกตลอดหลัง ล้มลงด่าวดิ้นสิ้นกา ลัง มอดม้วยชีวังปลดปลงฯ เมื่ออ่านแล้วคงรู้สึกอึ้ง เสียวสันหลังไปชั่วขณะ เราคงจะรู้สึกว่าโลกน้นี้นัล้วนเป็นอนิจจัง จริงๆ เพราะเราได้เห็นบทสรุปของการไม่รู้จักที่ต่า ที่สูง บทสรุปของการลา พองตน ตนเองน้นัเป็นด่งัแสงหิ่งห้อย จะไปแข่งกับแสงอาทิตย์ได้เช่นไร บทข้างต้นน้บีรรยายไห้ เห็นภาพได้อย่างชัดเจน ว่าท้าวกะหมังกุหนิงน้นั เพียงแค่ก้าวเท้าผิดเพียงก้าวเดียว ก็ถูก อิเหนาแทงกริชจากอกทะลุไปถึงหลัง ล้มลงนอนด้นิลงไปเลยทีเดียว นึกแล้วคง สยดสยองมิใช่น้อย
  40. พีภัตสรส  ๗) พีภัตสรส (รสแห่งความชัง ความรังเกียจ) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทา ให้ผู้อ่านผู้ ดู ผู้ฟังชังนา้หน้าตัวละครบ้างตัว เพราะจิต(ของตัวละคร) บ้าง เพราะความโหดร้ายของ ตัวละครบ้างเช่น เกลียดนางผีเสื้อสมุทร ในเรื่องพระอภัยมณีที่ฆ่าพ่อเงือก เป็นต้น (บาลี เรียกรสน้วี่า ชิคุจฉะรส) ในตอนที่ศึกษานี้ ไม่พบว่ามีตอนที่ให้อารมณ์ได้อย่างเกลียดชังเท่าไหร่นัก
  41. อัพภูตรส   ๘) อัพภูตรส (รสแห่งความพิศวงประหลาดใจ) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทา ให้นึก แปลกใจ เอะใจ อย่างหนัก ต่นืเต้นนึกไม่ถึงว่า เป็นไปได้ เช่นน้นั หรือ อัศจรรย์คาดไม่ถึง ในความสามารถ ในความคมคายของคารม ในอุบายหรือในศิลปวิทยาคุณแปลกใจในสุ ปฎิบัติ(ความประพฤติที่ดีงาม) แห่งขันติ เมตตา กตัญญู อันยากยิ่งที่คนธรรมดาจะทา ได้ (รสน้บีาลีเรียก วิมหะยะรส)
  42. ศานติรส   ๙) ศานติรส(รสแห่งความสงบ) อันเป็นอุดมคติของเรื่อง เช่น ความสงบสุขในแดน สุขาวดี ในเรื่อง วาสิฏฐีอันเป็นผลมุ่งหมายทางโลก และทางธรรม เป็นผลให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟัง เกิดความสุขสงบ ในขณะได้เห็นได้ฟัง ตอนน้นั ด้วย (บาลีเรียกรสนี้ว่า สมะรส)
  43. คุณค่าของวรรณคดี  ด้านเนื้อหา  ด้านค่านิยม ด้านสังคมและวัฒนธรรม  ด้านวรรณศิลป์ การใช้ภาษา การใช้คา การใช้โวหารภาพพจน์  ด้านการนาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน
  44. ความฝัน   มนุษย์มีความฝันเนื่องจากเหตุ 4 ประการ ดังนี้   1. บุพนิมิต คือ เหตุการณ์ในอดตีหรืออา นาจจิตได้กา หนดให้ฝันเองโดยไม่ได้ตั้งใจ มักเป็นฝันที่ เชื่อถือได้ตามสมควร 2. เทพสังหรณ์คือ เทพยดา วิญญาน สิ่งศักด์ิสิทธ์ิ ได้เข้ามาดลใจให้ฝันโดยไม่นึกคิดมาก่อน เป๋็นฝันที่มักเป็นจริง 3. จิตนิวรณ์คือ จิตใจคิดเอง ตามที่คิดหรือตั้งใจไว้ ทา ให้ฝันเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการประสงค์ เป็นฝันที่เชื่อถือมิได้ 4. ธาตุโขภะ คือ ร่ายกายที่ไม่ปกติ เจ็บป่วยทางกาย ทางใจ ทา ให้ฝันเพ้อไป โดยไม่รู้ตัว เป็นฝัน ที่ไร้สาระ
Buy Metaxone online in USA

https://kls-agency.com.ua

http://steroid-pharm.com

×